|
ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตราในประเทศฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่น: ศึกษาเชิงเปรียบเทียบเพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตราในประเทศฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่น: ศึกษาเชิงเปรียบเทียบเพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย |
| Creator | พรชิตา เปาอินทร์ |
| Contributor | ภัทรวัณย์ จงจิตต์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตรา, ความเป็นธรรมทางภาษี, การปฏิรูปภาษี, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, Value-added tax (VAT), Multiple-rate VAT, Tax equity, Tax reform, France, Japan |
| Abstract | ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการ โดยผู้ขายจะเป็นผู้เก็บภาษีและนำส่งให้รัฐ ผู้บริโภคจึงไม่ทราบจำนวนภาษีที่แท้จริงที่ตนเองจ่าย เพราะภาษีถูกซ่อนอยู่ภายในราคาสินค้าหรือบริการ ทำให้ผู้บริโภครับภาระภาษีไปโดยปริยายจึงเป็นภาระภาษีที่ไม่แน่ใจว่าตกแก่บุคคลที่กฎหมายประสงค์จะให้รับภาระหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ผู้เสียภาษีผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ง่าย” ซึ่งอัตราภาษีมูลเพิ่ม (VAT) ของประเทศไทยใช้อัตราร้อยละ 7 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าสินค้า โดยไม่มีการกำหนดอัตราตามความสำคัญและความจำเป็นของสินค้าหรือบริการ และใช้อัตราภาษีแบบคงที่ (Single Rate หรือ Flat Rate) กล่าวคือ จัดเก็บเพียงอัตราเดียวเท่านั้นไม่ว่าฐานภาษีจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง อัตราภาษียังคงเท่าเดิม อัตราภาษีร้อยละ 0 สำหรับการส่งออก และการยกเว้นภาษี สำหรับสินค้าและบริการบางประเภท แต่ก่อนที่จะมีการจัดเก็บอัตราร้อยละ 7 นั้น เริ่มแรกประเทศไทยจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 เนื่องด้วยในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รัฐต้องมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 7 และใช้วิธีการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ประเทศไทยไม่เคยใช้อัตราร้อยละ 10 อีก ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2567 ได้ปรากฏกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะมีนโยบายที่จะปฏิรูปการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปรับขึ้นอัตราภาษีมูลเพิ่มเป็นร้อยละ 15 เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐซึ่งเป็นนโยบายทางการเงินและการคลังเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ โดยการปรับเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่จะให้ปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 15 แต่นโยบายดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้ถูกดำเนินการ ต่อมาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ภายหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว รัฐบาลได้กำหนดแนวทางนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium Fiscal Framework: MTFF) โดยมีแผนปรับโครงสร้างการคลัง เพื่อทยอยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 จากเดิมร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8.5 และจะขยับขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ให้ครบร้อยละ 10 ในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2573 และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 สมาชิกวุฒิสภาเตรียมเสนอขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกกิจการ ไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคเอกชนยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบนโยบายการขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และจะเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนโดยตรง ดังนั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ผู้จัดทำสนใจเกี่ยวกับการปฏิรูปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ว่า หากในอนาคตมีการปฏิรูปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยควรปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 10 ในคราวเดียวหรือไม่ หรือควรพิจารณาแนวทางนโยบายอื่นประกอบ อาทิ การกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการพิจารณานำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตรามาใช้ในประเทศไทย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบภาษีใหม่ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จากการศึกษาพบว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตราในประเทศฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่นพบว่า ประเทศฝรั่งเศสมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตราซึ่งอ้างอิงมาจากสหภาพยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศสเข้าเป็นสมาชิก โดยมีการกำหนดถึงความสำคัญและความจำเป็นของสินค้าเพื่อให้แยกอัตราภาษีที่ต่างกัน หากสินค้าใดมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็จะจัดเก็บในอัตราที่ต่ำ แต่หากสินค้าใดไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือยหรือไม่เป็นประโยชน์จะจัดเก็บในอัตรามาตรฐานหรือสูงขึ้น ซึ่งอัตรามาตรฐานร้อยละ 20 อัตรากลางร้อยละ 10 อัตราลดหย่อนร้อยละ 5.5 และอัตราลดหย่อนพิเศษร้อยละ 2.1 ในส่วนของประเทศญี่ปุ่นมีการจัดเก็บที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ หากเป็นสินค้าและบริการทั่วไปหรือฟุ่มเฟือยหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจะจัดเก็บภาษีในอัตรามาตราฐานร้อยละ 10 หากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นจะจัดเก็บในอัตราลดหย่อนร้อยละ 8 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีการกำหนดประเภทของสินค้าและอัตราภาษีไว้อย่างชัดเจน รวมถึง แนวทางในการตีความประเภทของสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาททางด้านภาษี ตลอดจนการบรรเทาผลกระทบจากการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มหลายอัตรา ดังนั้น ผู้จัดทำจึงเห็นว่า หากในอนาคตประเทศไทยจะปฏิรูปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถพิจารณาเทียบเคียงโดยใช้แนวคิดจากทั้งสองประเทศดังกล่าวได้ เพื่อช่วยผู้บริโภคกลุ่มเปราะบาง ลดภาระภาษีและสร้างความเป็นธรรมในสังคมมากยิ่งขึ้น |