|
การกำหนดองค์ประกอบความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทเพื่อป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPPs) |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การกำหนดองค์ประกอบความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทเพื่อป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPPs) |
| Creator | เพ็ญพิชชา แก้วยาศรี |
| Contributor | ปกป้อง ศรีสนิท, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | หมิ่นประมาท, เสรีภาพในการแสดงออก, สิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศ, การฟ้องปิดปาก, ประโยชน์สาธารณะ, Defamation, Freedom of expression, The right to reputation, Strategic lawsuits against public participation (SLAPP), Public interest |
| Abstract | ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิพึงได้อย่างนอกเหนือไปจากความยุติธรรมหรือการฟ้องปิดปากเกิดขึ้นอย่างมากมายทั่วทุกมุมโลก และจากรายงานของ Protection International พบว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีการฟ้องปิดปากมากถึง 595 คดี ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และส่วนมากคือคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จะเป็นการกระทำของสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน หรือประชาชนทั่วไปที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมก็ตาม ซึ่งเมื่อพิจารณามาตรการในการป้องกันการฟ้องปิดปากในประเทศไทยนั้นจะเห็นได้ว่า มีปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 แต่จำกัดอยู่เฉพาะคดีทุจริต และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ที่ให้อำนาจศาลให้ใช้ดุลพินิจยุติคดีในกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์และมาตราดังกล่าวไม่ถูกนำมาใช้จริงในทางปฏิบัติเนื่องจากขาดแนวทางที่ชัดเจน จึงเป็นที่มาของคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569สาเหตุที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดที่ถูกนำมาใช้ในการฟ้องปิดปากมากที่สุดเพราะเป็นทั้งความผิดทางอาญาและทางแพ่ง ทำให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีเกิดความหวาดกลัวจากการถูกลงโทษทางอาญาและต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมากให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเมื่อพิจารณาความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญา จะเห็นได้ว่า การใช้เสรีภาพในการแสดงออกเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะถูกตีความว่าเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ทำให้จำเลยต้องยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาและมีภาระในการพิสูจน์ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายจำกัดหรือลดความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกในฐานะที่เป็นคุณค่าที่มีน้ำหนักน้อยกว่าสิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศโดยไม่เป็นไปตามกฎแห่งการชั่งน้ำหนักและหลักความได้สัดส่วน นอกจากนี้ ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดที่ไม่ต้องการผล กล่าวคือ การพิจารณาผลกระทบซึ่งอาจเกิดขึ้นกับชื่อเสียงเกียรติยศของปัจเจกบุคคลนั้น มุ่งเน้นไปที่การพิจารณาความหมายของถ้อยคำหรือข้อความว่ามีความสามารถในการทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศหรือไม่ จึงไม่จำต้องปรากฏความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับลักษณะของการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ไม่มีความอุกฉกรรจ์และมักเป็นเรื่องระหว่างเอกชน จึงมีการโต้แย้งว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่มีความร้ายแรงเพียงพอที่จะเป็นความผิดอาญาจากเหตุดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้การใช้เสรีภาพในการแสดงออกที่กระทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยเป็นไปตามกฎแห่งการชั่งน้ำหนักและหลักความได้สัดส่วน และให้มีความร้ายแรงเพียงพอเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการกำหนดความผิดอาญา จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เรื่องประโยชน์สาธารณะและความเสียหายอย่างร้ายแรงในองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โดยการกำหนดให้การใช้เสรีภาพในการแสดงออกในเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายและอยู่ในฐานะองค์ประกอบความผิดที่ต้องพิจารณาตั้งแต่ในลำดับแรกแม้จำเลยจะไม่มีการยกขึ้นต่อสู้ และกำหนดให้ผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติยศที่เกิดจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกจะต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง อันจะนำไปสู่การป้องกันการนำความผิดฐานหมิ่นประมาทมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความหวาดกลัวที่จะสูญเสียทรัพยากรทางด้านเวลาและค่าใช้จ่าย และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต จนทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีและบุคคลอื่น ๆ ไม่กล้าที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งเป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนหรือการฟ้องปิดปากนั่นเอง |