|
ปัญหาทางปฏิบัติของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาทางปฏิบัติของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 |
| Creator | สุธิดา ทองขวัญ สิริโสภณวรกุล |
| Contributor | กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การลักพาตัวเด็กระหว่างประเทศ, การกักตัวไว้โดยมิชอบ, ถิ่นที่อยู่ปกติ, สิทธิควบคุมดูแลเด็ก, อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1980, International child abduction, Wrongful retention, Habitual residence, Rights of custody, The Hague Convention 1980 |
| Abstract | การศึกษาวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดทางกฎหมาย โครงสร้างระบบศาล และกระบวนพิจารณาความแพ่งข้ามชาติของประเทศไทยในการรองรับพันธกรณีตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งของการลักพาตัวเด็กระหว่างประเทศ ค.ศ. 1980 ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2545 และได้ตรากฎหมายอนุวัตการภายในประเทศ คือ พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 เพื่อนำข้อบทของสนธิสัญญามาบังคับใช้ ต่อมาประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของที่ประชุมแห่งกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (HCCH) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564 อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศมากว่าหนึ่งทศวรรษ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนพิจารณาความแพ่งของไทยยังมีจุดที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสากล ส่งผลให้การคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์สูงสุดของเด็กในระดับระหว่างประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการของผู้เยาว์ในระยะยาวจากการศึกษาข้อเท็จจริงและสำนวนคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก (คดี คพม.) ภายใต้เขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สามารถสรุปสภาพปัญหาในมิติกฎหมายระหว่างประเทศออกเป็น 7 ประการ คือ (1) ปัญหามาตรา 12 ที่กำหนดให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด ทำให้ขาดระบบตรวจทานคดีข้ามชาติ (2) ปัญหามาตรา 13 ที่ศาลไทยมักใช้ดุลพินิจยกคำร้องโดยอ้างเหตุว่าเด็กปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้แล้ว ทั้งที่เริ่มคดีภายในข้อกำหนด 1 ปี ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการส่งกลับโดยพลัน (3) ปัญหามาตรา 14 เกี่ยวกับความล่าช้าในการพิจารณาคดีที่ใช้เวลาเฉลี่ย 2-3 ปี ซึ่งไม่เป็นไปตามกรอบเวลาเร่งรัด 6 สัปดาห์ตามมาตรฐานสากล (4) ปัญหามาตรา 17 ที่ศาลไทยปฏิเสธมาตรการส่งกลับในคดีที่ผู้ปกครองมีสิทธิเยี่ยมเยียน แต่ใช้วิธีสั่งให้ผู้ร้องต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมบุตรในไทยแทน (5) ปัญหามาตรา 3 เกี่ยวกับการตีความนิยาม "สิทธิควบคุมดูแลเด็ก" ที่คลาดเคลื่อน โดยนำกฎหมายครอบครัวภายในประเทศมาตัดสิทธิอำนาจปกครองร่วมของบิดาต่างชาติ (6) สภาวะขาดแคลนแนวคำพิพากษาชี้ขาดให้ส่งตัวบุตรคืน (Return Order) เนื่องจากคดีที่ศาลมีคำสั่งใหเส่งตัวบุตรคืนเกิดจากการที่คู่ความตกลงกันได้ ไม่ได้เกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแห่งคดี และ (7) ปัญหาเชิงนิตินโยบายตามมาตรา 24 และ 26 ที่ประเทศไทยไม่ได้ตั้งข้อสงวนเรื่องภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องแบกรับงบประมาณในการดำเนินคดีให้ต่างชาติฝ่ายเดียว ขณะที่บางประเทศใช้ข้อสงวนปฏิเสธความช่วยเหลือแก่ชาวไทย ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมในเวทีโลกเมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับคำพิพากษาของนานาประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่ดี พบว่าสถาบันตุลาการในหลายประเทศมิได้ใช้วิธีพิจารณาคดีแบบสามัญ และมีภาพรวมของมุมมองว่าความล่าช้าของกลไกภายในของรัฐไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธการส่งตัวบุตรคืนได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากลไกคำสั่งกระจกเงา (Mirror Order) มาตรการทางอาญา และการใช้ระบบศาลสูงคอยตรวจสอบ เพื่อควบคุมการใช้ดุลพินิจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับสนธิสัญญา |