|
ปัญหาการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาทางพาณิชย์ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาทางพาณิชย์ |
| Creator | ศุภกฤต อุตรวีระการ |
| Contributor | กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | การโอนสิทธิเรียกร้อง, ผู้โอนสิทธิเรียกร้อง, ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง, Transfer of claim, Transferor, Transferee |
| Abstract | การโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาทางพาณิชย์ต่าง ๆ ไปยังผู้รับโอนนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจอย่างหลากหลาย เช่น การโอนสิทธิเรียกร้องไปเพื่อเป็นการชำระหนี้เป็นอย่างอื่น การโอนสิทธิอันมีลักษณะซื้อขาย สิทธิเรียกร้อง โดยโอนสิทธิเรียกร้องที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ไปยังผู้รับโอน ซึ่งสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นสิทธิที่อยู่ในสัญญาทางพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ สัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธินั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรับชำระราคาตามสัญญาซื้อขาย สิทธิในการรับสินจ้างในสัญญาจ้างทำของ สิทธิในการรับค่าเช่าในสัญญาเช่าทรัพย์หรือสัญญาเช่าซื้อ จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาคือ ความสัมพันธ์ของคู่สัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิเรียกร้องและความสัมพันธ์ของผู้โอนและผู้รับโอนในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง หากว่าผู้โอนไม่สามารถเรียกให้ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมานั้น มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาดังนี้ (1) กรณีที่สัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นเลิกกัน ทำให้ผู้รับโอนไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งการเลิกสัญญาอาจพิจารณาได้ว่าการเลิกสัญญานั้นเกิดจากบทบัญญัติทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 387 เมื่อมีการผิดสัญญาหรือไม่มีการชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง มาตรา 388 เมื่อไม่มีการชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาในกรณีที่ถือว่าเวลาในการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญหรือมาตรา 389 เมื่อการชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นพ้นวิสัยโดยโทษลูกหนี้ได้ หรือการเลิกสัญญาอันเกิดจากบทบัญญัติเฉพาะของแต่ละประเภทสัญญา ข้อสำคัญของประเด็นนี้คือ ผลของการเลิกสัญญา ซึ่งผลโดยทั่วไปคู่สัญญานั้นจะต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ซึ่งการกลับคืนสู่ฐานะเดิมนั้นจะกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ได้ กรณีนี้จึงมีเรื่องที่จะต้องแยกพิจารณาอีก คือประการแรก ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนั้นถือเป็น “บุคคลภายนอก” ของสัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิที่ได้เลิกกันหรือไม่ เพราะผู้รับโอนได้เข้ามาเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนผู้โอนเจ้าหนี้เดิม จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนมีความเห็นว่าผู้รับโอนนั้นยังคงเป็นบุคคลภายนอกสัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิเรียกร้องอยู่ แม้ว่าผู้รับโอนจะเข้ามาเป็นเจ้าหนี้ใหม่แทนผู้โอนเจ้าหนี้เดิม แต่ก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใด ๆ ในสัญญาได้ มีเพียงสิทธิเรียกร้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ประการที่สอง สิทธิที่ไม่อาจกระทบได้ตามมาตรา 391 นั้นหมายความรวมถึงบุคคลสิทธิด้วยหรือไม่ เพราะจากการศึกษาเรื่องผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ทั้งในตำราของนักกฎหมายทั้งหลาย และคำพิพากษาของศาลฎีกา ผู้เขียนพบเพียงว่ามาตรา 391 นั้นให้ความคุ้มครองผู้ทรงทรัพยสิทธิอย่างแน่นอน แต่ยังไม่พบกรณีที่คุ้มครองไปถึงบุคคลสิทธิด้วย การเลิกสัญญาที่มีผลเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วจะเป็นการทำลายบ่อเกิดแห่งหนี้ คู่สัญญาที่เลิกกันนั้นไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เลิกกันแล้วอีกต่อไป ฝ่ายใดได้รับอะไรไว้ก็ให้คืนแก่อีกฝ่าย เมื่อผู้โอนไม่มีสิทธิอีกต่อไปแล้ว ผู้รับโอนที่รับโอนสิทธิจากสัญญาที่เลิกกันนั้นก็ไม่มีไปด้วย แต่มาตรา 391 วรรคแรก ได้บัญญัติข้อยกเว้นเอาไว้ว่าผลแห่งการเลิกสัญญานั้นไม่สามารถกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นทรัพยสิทธิหรือบุคคลสิทธิก็ตาม ดังนั้นแล้วสิทธิของผู้รับโอนนั้นจึงยังมีอยู่ มิได้สูญไปเพราะการกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นและสมบูรณ์แล้วคราวใด ผู้รับโอนก็ชอบที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้ในคราวนั้น แต่หากเป็นสิทธิเรียกร้องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้รับโอนคงไม่มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสิทธิได้เพราะสัญญาเลิกกันเสียก่อนที่จะเกิดสิทธินั่นเอง การเลิกสัญญาที่มีผลเป็นการยกเลิกความผูกพันในอนาคต กรณีนี้เมื่อเลิกสัญญาแล้วผลคือไม่มีการกลับคืนสู่ฐานะเดิม อะไรที่เคยกระทำกันมาก่อนแล้วให้มีผลสมบูรณ์ทุกประการและให้ยกเลิกความผูกพันที่จะมีกันต่อในอนาคตแทน ดังนั้นผลที่กระทบต่อผู้รับโอนคือ สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นมาโดยสมบูรณ์แล้วผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนั้นสามารถบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ เพราะไม่มีการทำลายบ่อเกิดแห่งหนี้ แต่สิทธิเรียกร้องที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือสิทธิที่จะเกิดในอนาคตนั้นผู้รับโอนไม่สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระได้อีกแล้วเพราะความผูกพันในอนาคตได้ถูกยกเลิกไปแล้วผู้เขียนจึงขอเสนอในเรื่องของการตีความกรณีที่การเลิกสัญญามีผลเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิม ในกรณีที่สัญญานั้นเลิกกันและให้มีผลเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิม การกลับคืนสู่ฐานะเดิมไม่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้รับโอนได้ ดังนั้นผู้โอนซึ่งเป็นคู่สัญญาจะต้องใช้เงินจำนวนที่ “ผู้รับโอน” ได้รับชำระไปจากลูกหนี้แล้วคืนให้แก่ลูกหนี้ทั้งหมด และลูกหนี้จะต้องคืนทรัพย์สินที่ผู้โอนได้กระทำหรือโอนไว้ให้คืนให้แก่ผู้โอนซึ่งเป็นคู่สัญญาด้วย หากคืนไม่ได้ก็ให้ตีราคาใช้เป็นเงินแทน มูลค่าแตกต่างกันเท่าไรก็ให้หักกลบกันไป ฝ่ายใดที่ยังเหลือจำนวนที่ต้องใช้มากกว่าก็ให้ใช้คืนให้แก่อีกฝ่ายจนครบ กรณีนี้เป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมอย่างแท้จริง(2) การยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ในการโอนสิทธิเรียกร้อง โดยกฎหมายให้ลูกหนี้สามารถยกข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนได้ในขณะที่ลูกหนี้ได้ทราบการโอนสิทธิเรียกร้องหรือได้รับคำบอกกล่าวแล้วตามมาตรา 308 จากการศึกษาได้พบว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 9206/2538 ว่าข้อต่อสู้ในมาตรา 308 นั้นหมายความว่าข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอนขณะโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น ข้อต่อสู้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลต่อลูกหนี้แล้วลูกหนี้จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนได้เสมอ แตกต่างจากความเห็นของนักกฎหมายในตำรากฎหมายที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษามาพบว่านักกฎหมายมีความเห็นว่า ข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอนนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ต่อผู้รับโอนเมื่อได้อิดเอื้อนไว้ หากเป็นข้อต่อสู้ที่เกิดขึ้นภายหลังการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนไม่ได้อีก เพราะผู้โอนและผู้รับโอนได้ขาดจากสายสัมพันธ์ไปเสียแล้ว จึงเกิดเป็นปัญหาการตีความในเรื่องของข้อต่อสู้ในการโอนสิทธิเรียกร้อง จากการศึกษากฎหมายประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ได้พบว่าการยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ในการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นได้แบ่งแยกประเภทของการยกข้อต่อสู้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือข้อต่อสู้อันเกี่ยวกับเนื้อหาแห่งสิทธิเรียกร้อง (defences inherent in the debt itself) และข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อผู้โอน (Personal Defences) เป็นเรื่องที่กฎหมายไทยยังมิได้บัญญัติเอาไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน แตกต่างจากกฎหมายต่างประเทศที่ได้บัญญัติเรื่องประเภทของข้อต่อสู้ของลูกหนี้เอาไว้และมีการปรับใช้ตีความอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงควรจะบัญญัติเรื่องการยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนในการโอนสิทธิเรียกร้องให้ชัดเจนว่าข้อต่อสู้ที่พึงยกได้นั้นมีประเภทใดบ้าง แต่ละประเภทสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ในช่วงเวลาใด ผู้เขียนจึงขอเสนอให้บัญญัติมาตรา 308/1 เพิ่มเติมว่า มาตรา 308/1 “ลูกหนี้จะยกข้อต่อสู้ที่มีอยู่ในสิทธิเรียกร้องนั้นขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนก็ได้ เช่น หนี้นั้นเป็นโมฆะ การผิดนัดชำระหนี้ของผู้โอน การเลิกสัญญาหรือการหักกลบลบหนี้ที่เกิดจากการกระทำของผู้โอนอันทำให้ลูกหนี้ต้องเสียหาย หรือข้อต่อสู้เรื่องอายุความ ลูกหนี้อาจยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนก็ได้ หากข้อต่อสู้นั้นเกิดขึ้นก่อนที่การโอนสิทธิเรียกร้องจะมีผลบังคับ เช่น การขยายระยะเวลาชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ในมูลหนี้อื่นซึ่งลูกหนี้มีสิทธิที่จะขอหักกลบลบหนี้ได้”(3) ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายจากลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนทั้งหมดหรือบางส่วน หลักในการเรียกค่าเสียหายของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนั้นผู้เขียนขอยกหลัก Subject to equities ของกฎหมายอังกฤษมาใช้เปรียบเทียบแก่กรณีนี้คือการเรียกค่าเสียหายในกรณีที่ลูกหนี้ผิดสัญญา แต่ว่าไม่สามารถเรียกได้เกินกว่าที่ผู้โอนเจ้าหนี้เดิมพึงจะเรียกได้หากไม่มีการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น ในส่วนของค่าเสียหายที่เรียกได้นั้นจะต้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการไม่ชำระหนี้ของลูกหนี้เท่านั้น ในส่วนของค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดและค่าเสียหายอันเกิดจากข้อสัญญานั้นผู้รับโอนไม่สามารถเรียกได้ เนื่องจาก กรณีความเสียหายจากมูลละเมิดที่ลูกหนี้กระทำต่อคู่สัญญานั้นมิได้เกี่ยวข้องกับผู้รับโอนและสัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิแต่อย่างใด ส่วนกรณีความเสียหายอันเกิดจากมูลสัญญานั้นเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ให้มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิเป็นเจ้าหนี้คนใหม่ มิได้เข้ามาเป็นคู่สัญญาด้วยจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายหรือเงินทดแทนที่กำหนดไว้ในสัญญาในกรณีนี้ได้ดังนั้น หลักในการเรียกค่าเสียหายของผู้รับโอนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นผู้เขียนเห็นว่าควรจะนำหลัก Subject to equities มาปรับใช้ กล่าวคือ สิทธิในการเรียกค่าเสียหายของผู้รับโอนนั้นมีได้ แต่ไม่เกินกว่าสิทธิที่ผู้โอนพึงมี “หากไม่ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น” เพื่อความยุติธรรมทั้งสำหรับตัวผู้รับโอนเองและตัวลูกหนี้ที่ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายทั้งต่อผู้โอนและผู้รับโอนถึงสองครั้งในกรณีที่ลูกหนี้เป็นผู้ผิดสัญญา(4) ปัญหาเรื่องสิทธิของผู้รับโอนในการเรียกให้ผู้โอนชำระหนี้ในกรณีที่ผู้รับไม่สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วน กรณีนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน ซึ่งในวิทยานิพนธ์เล่มนี้ผู้เขียนได้แยกความสัมพันธ์ของผู้โอนกับผู้รบโอนเอาไว้ด้วยกัน 2 กรณีคือประการแรก กรณีผู้โอนได้โอนสิทธิเรียกร้องเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อนให้แก่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง กรณีเป็นการชำระหนี้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 321 ซึ่งการโอนสิทธิไปเพื่อชำระหนี้นั้นไม่ทำให้หนี้ระงับไปในทันที แต่จะต้องให้เจ้าหนี้ผู้รับโอนบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้เต็มจำนวนเสียก่อนหนี้นั้นจึงระงับ เมื่อสัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันทำให้ผู้รับโอนไม่สามารถบังคบชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้เต็มจำนวน ดังนั้นผู้รับโอนในฐานะเจ้าหนี้ของผู้โอนจึงยังสามารถบังคับชำระหนี้เอาแก่ผู้โอนได้อีก ส่วนในกรณีของการโอนสิทธิเรียกร้องไปเพื่อเป็นการชำระหนี้ที่มิใช่หนี้เงิน มีผลให้หนี้ระงับทันที แต่การโอนสิทธิไปเพื่อชำระหนี้มีมาตรา 322 ให้ความคุ้มครองเอาไว้โดยวางหลักว่า ลูกหนี้ผู้โอนสิทธินั้นจะต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิทำนองเดียวกับผู้ขาย ดังนั้น ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเป็นเพราะความผิดของคู่สัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการรอนสิทธิเรียกร้อง ผู้โอนจะต้องรับผิดเพื่อความรอนสิทธิทำนองเดียวกับผู้ขาย เพราะความรับผิดเรื่องการรอนสิทธินั้นเป็นความผิดเด็ดขาด แม้ว่าจะมิใช่ความผิดของผู้โอนก็ต้องรับผิด ประการที่สอง กรณีที่การโอนสิทธิเรียกร้องกระทำโดยมีลักษณะซื้อขายสิทธิเรียกร้อง เป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นวัตถุแห่งการซื้อขาย แตกต่างไปจากการโอนสิทธิเรียกร้องไปเพื่อชำระหนี้ ดังนั้นเมื่อซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้โอนได้โอนสิทธิเรียกร้องไป และผู้รับโอนได้ชำระราคาค่าสิทธิเรียกร้องแล้ว หนี้ที่จะต้องปฏิบัติกันตามสัญญาซื้อขายก็เป็นอันระงับไป ผู้รับโอนจะเรียกชำระเอาแก่ผู้โอนมิได้อีก แม้ว่าผู้รับโอนอจะบังคับตามสิทธิเรียกร้องไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อเป็นการซื้อขาย จึงต้องนำหลักเรื่องการรอนสิทธิมาปรับใช้แก่กรณีด้วย มิใช่การเทียบเคียงตามมาตรา 4 ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเป็นเพราะความผิดของคู่สัญญาซึ่งเป็นฐานแห่งการรอนสิทธิเรียกร้อง ผู้โอนในฐานะผู้ขายจะต้องรับผิดเพื่อความรอนสิทธิ เพราะความรับผิดเรื่องการรอนสิทธินั้นเป็นความผิดเด็ดขาด แม้ว่าจะมิใช่ความผิดของผู้โอนในฐานะผู้ขายก็ต้องรับผิดกรณีเรื่องการปรับใช้เรื่องการรอนสิทธิกรณีที่ผู้รับโอนไม่สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องได้นั้นเป็นความรับผิดเด็ดขาดที่ผู้โอนจะต้องรับผิดแม้ว่าไม่ใช่ความผิดของผู้โอน เป็นเรื่องที่กฎหมายไทยมีบทบัญญัติไว้อยู่แล้ว ดังนั้นผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องแก้ไขกฎหมายตามประมวลกฎหมายต่างประเทศที่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรับประกันในการโอนสิทธิเรียกร้อง |