|
ลักษณะทางกฎหมายของการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ลักษณะทางกฎหมายของการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย |
| Creator | เจนจิรา โอชา |
| Contributor | มุนินทร์ พงศาปาน, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | สัญญาให้บริการการศึกษา, สัญญาเข้าศึกษา, ค่าธรรมเนียมเข้าศึกษา, ค่าธรรมเนียมการศึกษา, Contract to educate, Contract to admit, Admission fees, Tuition fees |
| Abstract | วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างนักเรียนผู้สมัครกับมหาวิทยาลัยในกระบวนการรับบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยใช้วิธีการดำเนินการศึกษาโดยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ซึ่งจะศึกษาจากเว็บไซต์ กฎหมาย ตำราคำอธิบายกฎหมาย คำพิพากษาศาลไทยและต่างประเทศ เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่าในประเทศญี่ปุ่นความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักเรียนผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกแล้วเป็นความสัมพันธ์ทางสัญญา เรียกว่า สัญญาให้บริการการศึกษาเกิดขึ้นเมื่อผู้สอบผ่านการคัดเลือกได้ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อการศึกษาและส่งเอกสารจำเป็นแก่มหาวิทยาลัย ผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกจะมีสิทธิในการได้รับบริการการศึกษาซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยและมีหน้าที่จ่ายค่าธรรมเนียม ขณะที่มหาวิทยาลัยมีสิทธิในการรับค่าธรรมเนียมจากผู้สมัครและมีหน้าที่ให้บริการการศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งหมด ซึ่งสัญญาให้บริการการศึกษาเป็นสัญญาทางแพ่ง ในสหราชอาณาจักรความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษาเป็นความสัมพันธ์ทางสัญญา ประกอบด้วยสองสัญญา กล่าวคือ สัญญาเข้าศึกษาและสัญญาให้บริการการศึกษา สัญญาเข้าศึกษาเกิดขึ้นในช่วงแรกที่มหาวิทยาลัยมีคำเสนอไปยังผู้สมัครและผู้สมัครมีคำสนองตอบรับคำเสนอนั้น จากนั้นเมื่อนักเรียนผู้สมัครตัดสินใจที่จะลงทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมเพื่อการศึกษาแล้วจะเกิดสัญญาให้บริการการศึกษา ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ของผู้สมัครและมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสัญญาที่เกิดขึ้นทั้งสองสัญญานั้นเป็นสัญญาทางแพ่งในประเทศไทยนั้นความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักเรียนผู้สมัครเป็นความสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชน โดยที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ใช้อำนาจปกครองผ่านการออกคำสั่งทางปกครอง ทำให้นักเรียนผู้สมัครมีสถานะที่ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยและไม่มีสิทธิต่อรองใด ๆ กับมหาวิทยาลัยได้ ผู้เขียนจึงมองว่าการที่ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับนักเรียนผู้สมัครอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างมากเนื่องจากมหาวิทยาลัยสามารถกำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ฝ่ายเดียว หากกระบวนการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยได้รับการพิจารณาภายใต้แนวทางของกฎหมายแพ่งแล้วนั้น จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมได้มากกว่าโดยอาจนำหลักการของประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรมาพิจารณาปรับใช้กับระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาของประเทศไทยได้ นอกจากนี้ผู้เขียนได้ศึกษาในประเด็นสิทธิหน้าที่ของผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก การเรียกเก็บเงินค่ายืนยันสิทธิ และเขตอำนาจศาล |