|
การดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีแรงงาน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีแรงงาน |
| Creator | วุฒิเดช พนิตชัยศักดิ์ |
| Contributor | ต่อพงษ์ กิตติยานุพงศ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | การดำเนินคดีแบบกลุ่ม, คดีแรงงาน, Class action, Labor lawsuit |
| Abstract | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษากรณีที่มีข้อพิพาทแรงงานที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น ในกรณีที่มีการเลิกจ้างลูกจ้างทั้งบริษัทของทีวีดิจิตอลที่คืนสัมปทานให้แก่รัฐ ซึ่งลูกจ้างเหล่านั้นมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นให้แก่ลูกจ้างทั้งบริษัท เป็นต้น ซึ่งการฟ้องคดีในกรณีที่มีบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจำนวนมากเหล่านี้หากให้ทุกคนนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานทุกคนย่อมก่อให้เกิดความไม่สะดวกและก่อให้เกิดคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเป็นจำนวนมาก ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้กรณีที่มีโจทก์หลายคนศาลแรงงานมีอำนาจตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้ (มาตรา 35 วรรคสาม) แต่กรณีดังกล่าวการจะตั้งโจทก์ให้ดำเนินคดีแทนได้จะต้องเกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์ทุกคนได้มีการฟ้องคดีต่อศาลแล้วเท่านั้น จึงยังไม่อาจตอบสนองวัตถุประสงค์ของศาลแรงงานที่ต้องการให้ดำเนินคดีไปได้อย่างสะดวกเท่าที่ควร ทั้งยังไม่อาจลดปริมาณของคดีที่ขึ้นสู่ศาลแรงงานได้ อย่างไรก็ตามคดีแรงงานก็ยังเปิดโอกาสให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถมอบอำนาจให้สมาคมหรือสหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิก ให้เข้ามาเป็นโจทก์ในการดำเนินคดีแทนผู้เสียหายในคดีแรงงานได้อีกทางหนึ่ง (มาตรา 36)อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ยังได้กำหนดให้อำนาจศาลแรงงานสามารถใช้ดุลพินิจให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้มีผลผูกพันถึงบุคคลภายนอกคดีซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี (มาตรา 53) อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายแรงงานที่บัญญัติขึ้นมาโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม สะดวก และประหยัด ที่ไม่ต้องการให้ข้อพิพาทที่เกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่อาจไม่ได้เกิดจากข้อกฎหมายเดียวกันให้ได้รับความเป็นธรรมจากศาลแรงงานไปในครั้งเดียวกัน ทั้งยังสามารถลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลแรงงานได้อีกทางหนึ่งเมื่อศึกษารูปแบบการดำเนินคดีแทนผู้เสียหายจำนวนมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) มีรูปแบบการดำเนินคดีแทนผู้เสียหายจำนวนมากที่เรียกว่า “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action)” โดยให้เอกชนสามารถปกป้องสิทธิของตนและผู้เสียหายอื่นที่มีข้อเรียกร้องอันเกิดจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างเดียวกัน โดยไม่ต้องมีการมอบอำนาจให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนกลุ่มและให้คำพิพากษามีผลผูกพันถึงบุคคลที่เป็นสมาชิกกลุ่ม การดำเนินคดีแบบกลุ่มในลักษณะนี้มีต้นแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังได้รับการแพร่หลายไปในหลายกลุ่มประเทศ เช่น ประเทศแคนาดา ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นต้น ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยได้ตรากฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/1 ถึง มาตรา 222/49 และตามมาตรา 222/8 อนุมาตราสาม ทั้งยังบัญญัติให้นำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้กับคดีแรงงานได้ผลการศึกษาพบว่า เมื่อนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้กับคดีแรงงานอาจก่อให้เกิดปัญหาโดยแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นดังต่อไปนี้ประเด็นที่หนึ่ง คดีแรงงานมีรูปแบบการดำเนินคดีไปในทางเอื้อประโยชน์ต่อการใช้สิทธิของลูกจ้างที่มีสถานะที่ด้อยกว่านายจ้าง ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้รับการเยียวยา โดยจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่กำหนดให้ขั้นตอนการดำเนินคดีมีความยืดหยุ่นไม่อยู่ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดอย่างในคดีแพ่งทั่วไป แต่การนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้ย่อมก่อให้เกิดความไม่สะดวกแต่ลูกจ้าง เนื่องจากขั้นตอนในการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีลักษณะซับซ้อน ยุ่งยาก และมีขั้นตอนที่ค่อนข้างมากไม่เหมาะกับลักษณะของคดีแรงงานประเด็นที่สอง โจทก์ผู้มีอำนาจฟ้องคดีในคดีแบบกลุ่มนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/8 กำหนดให้โจทก์ต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกกลุ่มจึงจะมีสิทธิดำเนินคดีแบบสมาชิกกลุ่มคนอื่น อันเป็นการตัดอำนาจขององค์กรเอกชนตามกฎหมายแรงงานที่นายจ้างและลูกจ้างสามารถมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานที่ตนเป็นสมาชิกอยู่เป็นโจทก์ดำเนินคดีแทนตนได้ เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกกลุ่ม กล่าวคือ ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีสิทธิอย่างเดียวกันอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเดียวกันประเด็นที่สาม ศาลในคดีแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้ผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นผูกพันบุคคลภายนอกคดีซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วยก็ได้ แต่หากนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้ศาลแรงงานถูกจำกัดการใช้ดุลพินิจดังกล่าว เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/35 กำหนดให้คำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความและสมาชิกกลุ่มเท่านั้น รวมทั้งปัญหาของลำดับของการได้รับชำระหนี้เมื่อนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้ ได้กำหนดให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นลำดับสุดท้าย ทำให้ผู้เสียหายอาจไม่ได้รับการเยียวยา หรือได้รับการเยียวยาแต่ไม่พอกับความเสียหายที่ตนได้รับประเด็นที่สี่ วัตถุประสงค์ของกฎหมายแรงงานประการหนึ่ง คือ ประหยัด กฎหมายแรงงานจึงกำหนดให้การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงานได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม แต่การนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้กลับทำให้มีค่าใช้จ่ายในคดีค่อนข้างมากจากการศึกษาปัญหาที่พบข้างต้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีข้อเสนอแนะให้นำการดำเนินคดีแบบกลุ่มตราไว้เป็นกฎหมายเฉพาะแยกออกจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และนำไปปรับใช้กับกฎหมายเฉพาะ รวมทั้งจัดทำคู่มือเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีแรงงาน และกำหนดให้องค์กรเอกชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 กล่าวคือ สหภาพแรงงานสามารถเข้าเป็นโจทก์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีที่เรียกร้องสิทธิตามกฎหมายแรงงาน รวมทั้งควรแก้ไขหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น กำหนดให้มีศาลแรงงานเมื่อนำการดำเนินคดีแบบกลุ่มมาปรับใช้ยังสามารถใช้ดุลพินิจให้ผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลผูกพันบุคคลภายนอกคดีได้ และเกี่ยวกับลำดับการชำระหนี้ให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในลำดับที่มีสิทธิได้ก่อนเงินรางวัลทนายความ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้กฎหมายว่าด้วยการดำเนินคดีแบบกลุ่มเมื่อนำมาปรับใช้กับคดีแรงงานเกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองลูกจ้างมากขึ้น |