|
ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น |
| Creator | ชคัตตรัย แสงอรุณ |
| Contributor | มนตรี สิระโรจนานันท์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | สถานการณ์บ้านเมือง, การพุทธศาสนา, สังฆมณฑล, Country situation, Buddhist administration, The Buddhist church |
| Abstract | เมื่อเจดีย์ประจำรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่โปรดฯ ให้สร้างขึ้นที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามในอาณาบริเวณเดียวกันกับที่ประดิษฐานพระเจดีย์ประจำรัชกาลทั้ง 3 องค์ก่อนหน้านี้สำเร็จ ก็ได้มีพระรับสั่งเป็นเด็ดขาด “ห้ามมิให้กษัตริย์ภายหลังจากนี้พระองค์ใดมาสร้างพระเจดีย์ในอาณาบริเวณพระอารามแห่งนี้อีก” ซึ่งนอกเหนือไปจากข้อจำกัดของพื้นที่ในพระอารามแห่งนี้แล้ว ยังทรงให้เหตุผลในการสร้างพระเจดีย์ประจำรัชกาลรวมกันไว้ในอาณาบริเวณเดียวว่า จะกลายเป็นการสร้างเพื่อ “ประชันแข่งขันกัน” จึงควรมีเพียงพระเจดีย์ในกษัตริย์ต้นราชวงศ์ทั้ง 4 พระองค์ที่ “ทรงทันเห็นกันอยู่” รวมอยู่ด้วยกันเท่านั้น ซึ่งความนัยข้อนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมืออันจำเป็นที่กษัตริย์ต้องทรงใช้เพื่อแสดง “พระบารมี” ในพระองค์ออกสู่สังคม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงความเป็นมาและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้ในการบริหารปกครองรัฐกิจและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นจากผลของการศึกษาพบว่า การที่พุทธศาสนาต้องเข้ามามีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนมีอิทธิพลต่อระบบการบริหารปกครองราชอาณาจักรในช่วงยุคกรุงรัตนโกสินทร์นั้น เกิดขึ้นมาจากความพยายามในการอธิบายพฤติกรรมของพระเจ้ากรุงธนบุรีในช่วงปลายรัชสมัยให้สอดคล้องกับคติคำสอนทางพุทธศาสนาในเรื่อง “ธรรมิกราชา” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การเสด็จปราบดาภิเษกและสถาปนาราชวงศ์จักรี ซึ่งทำให้กษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่ทรงจำเป็นต้องนำคติธรรมิกราชามาใช้เป็นคติการปกครองหลัก แต่การที่คติธรรมิกราชาได้ถูกนำมาใช้อธิบายความชอบธรรมในการเกิดขึ้นของราชวงศ์ใหม่เช่นนี้กลายเป็นการแฝงนัยอนุญาตให้สามารถมีการ “แข่งพระบารมีทางธรรม” กับกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผย และกลายเป็นธรรมเนียมให้กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงจำเป็นต้องแสดงความเป็นบุคคล “ผู้ทรงธรรมที่สุดในราชอาณาจักร” อันเป็นคุณสมบัติความเป็นกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดตามคติธรรมิกราชาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมผ่านพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายราชอาณาจักรและคณะสงฆ์อยู่เสมอ มีการวางนโยบายบริหารปกครองรัฐกิจ, การออกกฎหมาย, การแต่ง สืบค้น ชำระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา, การสร้าง และบูรณปฏิสังขรณ์พุทธศาสนวัตถุและพุทธศาสนสถาน เป็นต้น และช่วยให้คณะสงฆ์กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง จึงถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นไปแบบเพิ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน |