|
ตาล้าและความเข้มของแสงสว่างสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่นตอนต้น |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ตาล้าและความเข้มของแสงสว่างสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในเด็กวัยรุ่นตอนต้น |
| Creator | วาสนา ฬาวิน |
| Contributor | สสิธร เทพตระการพร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | กลุ่มอาการตาล้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล, กลุ่มเด็ก, ความสามารถการเพ่ง, ความเข้มแสงสว่าง, Digital eye strain, Childhood, Amplitude of accommodation, Illumination |
| Abstract | ปัจจุบันเด็กเติบโตขึ้นมาในโลกของอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น สมาร์ทโฟน ซึ่งปัญหาจากการใช้งานที่พบบ่อย คือ ความเข้มแสงไม่เหมาะสมระหว่างใช้งาน ปัญหาทางสายตาและการมองเห็น เช่น กลุ่มอาการตาล้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล (Digital eye strain) การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาตาล้า และ ความเข้มแสงสว่างสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในกลุ่มเด็กวัยรุ่นตอนต้น โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะคือ 1) การศึกษาเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Analytic cross-sectional) เพื่อหาความชุกและความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงที่มีผลของกลุ่มอาการตาล้าจากการใช้สมาร์ทโฟนด้วยแบบประเมินอาการตาล้า และ การวัดสายตา (Visual acuity) ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 485 คน โดยการทดสอบค่าไคส์กำลังสอง (Chi-square test) และ การวิเคราะห์ตัวแปรหลายตัว (Multivariate analysis) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการอาการตาล้า และวัดระดับความสัมพันธ์นำเสนอในรูป Adjusted odd ratio (aOR) และ 95% Confident Interval (95% CI) และ 2) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental study) โดยคัดอาสาสมัครจากระยะแรกจำนวน 40 คน ตามเกณฑ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการทดสอบวิลคอกซัน (the Wilcoxon signed - rank test) ผลการศึกษาระยะที่ 1 พบกลุ่มตัวอย่าง 460 คน (ร้อยละ 94.84) มีอาการตาล้าอย่างน้อย 1 อาการจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการตาล้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล ได้แก่เพศ (Adjusted odd ratio, 3.88; 95% CI; 1.38,10.92) ระยะห่างจากตากับหน้าจอสมาร์ทโฟนน้อยกว่า 34 เซนติเมตร (Adjusted odd ratio, 3.57; 95% CI; 1.28,9.93) และระยะเวลาในการใช้งานตั้งแต่ 2 ชั่วโมง (Adjusted odd ratio, 7.34; 95% CI; 2.99,18.01) และระยะที่ 2 ผลการวิจัยเชิงทดลองพบปัจจัยที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อทำการทดสอบในแสง 3 ระดับได้แก่ ค่าความสามารถในการเพ่งก่อนและหลังทดลอง (p<0.01) คะแนนความสบายตา (p<0.01) ความเร็ว (p<0.01) ความถูกต้อง (p<0.01) และปัจจัยที่มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยอาการปวดตา (p=0.36)การศึกษาครั้งนี้เสนอแนะว่าควรมีการจัดการปัญหาและป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเด็กตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก เพราะเมื่อผู้ใช้งานวัยเด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะได้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ถูกต้องและลดการเกิดอันตราย ซึ่งจะมีผลต่อค่ารักษาด้านสุขภาพในระยะยาวเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดจากการใช้งาน ดังนั้นผู้ปกครองและครูควรมีส่วนร่วมในการให้คำแนะนำในการความรู้ในการใช้งานให้กับเด็กที่ดูแล |