|
การบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงในหนี้งดเว้นกระทำการ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงในหนี้งดเว้นกระทำการ |
| Creator | แพรทิพย์ ชาติสวัสดิ์ |
| Contributor | มุนินทร์ พงศาปาน, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | การบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง, หนี้งดเว้นกระทำการ, สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง, การรื้อถอน, การให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้า, การบังคับต่อเนื้อตัวร่างกาย, Specific performance, Forbearance, Nature of obligation does not permit, Removal, Arrangement of a proper measure adopted for the future, Coercion of a body |
| Abstract | การบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงนั้นเป็นการบังคับชำระหนี้ตามที่มีหนี้ผูกพันกันซึ่งทำได้เพียงเท่าที่สภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้เท่านั้น โดยต้องบังคับตามวัตถุแห่งหนี้ซึ่งมีทั้งหนี้กระทำการ หนี้งดเว้นกระทำการ และหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นการงดเว้นกระทำการ ซึ่งอาจกำหนดให้ลูกหนี้ต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ตกลงกันไว้ก็ได้ แต่เมื่อลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการอันเป็นการงดเว้นการกระทำการนั้น ย่อมหมายความว่า ลูกหนี้ได้ขัดขืนการอันห้ามไว้แล้วถือได้ว่า ได้มีการไม่ชำระหนี้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ ซึ่งหนี้งดเว้นกระทำการนั้นมีทั้งหนี้งดเว้นกระทำการทั่วไป เช่น การห้ามก่อสร้างอาคาร และหนี้งดเว้นกระทำการที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของลูกหนี้ซึ่งลูกหนี้ต้องกระทำเองเฉพาะตัว เช่น การห้ามประกอบกิจการหรือการห้ามค้าแข่งขัน แต่ศาลจะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ลูกหนี้มีหน้าที่ไม่ได้เพราะศาลไม่อาจไปบังคับบนเนื้อตัวร่างกายของลูกหนี้ให้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือรื้อถอนใดๆ ได้ จึงเป็นหนี้ที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จะถือว่าเป็นการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงได้หรือไม่ เพราะการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงกระทำได้เมื่อสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้ แต่ทั้งนี้ตามมาตรา 213 วรรคสาม บัญญัติว่า “ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้” จึงอาจตีความได้ว่า ตามวรรคสามนั้นเป็นการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ดังที่บัญญัติในตอนต้นของวรรคสอง โดยกฎหมายได้บัญญัติถึงวิธีการบังคับชำระหนี้ไว้ในมาตรา 213 อันเป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้อาจจะถือว่าเป็นข้อยกเว้นของการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงก็ได้เจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิทางศาลในการบังคับชำระหนี้ โดยเจ้าหนี้ร้องขอต่อศาลให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงหรือให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วย ศาลจะพิพากษาให้ตามคำขอของเจ้าหนี้ และออกคำบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาจึงต้องมีการบังคับคดีซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติถึงการบังคับคดีในหนี้งดเว้นกระทำการไว้ในมาตรา 359 โดยให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ที่ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ และให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการไม่งดเว้นกระทำการนั้น หรือรื้อถอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเกิดจากการไม่งดเว้นกระทำการนั้นด้วย แต่การที่ให้เจ้าหนี้มีสิทธิขอให้ศาลสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะเป็นการบังคับเอากับเนื้อตัวร่างกายของลูกหนี้ซึ่งจะขัดกับหลักการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ จากการศึกษาเห็นว่า ขั้นตอนในการบังคับคดีนั้นเป็นขั้นตอนหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในหนี้งดเว้นกระทำการตามที่เจ้าหนี้ร้องขอจึงไม่ถือว่าเป็นการบังคับต่อเนื้อตัวร่างกายของลูกหนี้เพราะการบังคับคดีเป็นคนละขั้นตอนกับการบังคับชำระหนี้จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบังคับชำระหนี้ที่จะเป็นการบังคับต่อเนื้อตัวร่างกายของลูกหนี้ได้ในการบังคับคดีในกรณีที่มีคำพิพากษาให้งดเว้นกระทำการ โดยให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายอันเกิดจากการไม่งดเว้นกระทำการนั้น หรือสั่งให้รื้อถอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเกิดจากการไม่งดเว้นกระทำการนั้นแม้จะมิได้บัญญัติถึงการให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าตามมาตรา 213 วรรคสาม แต่การบังคับคดีก็เป็นคนละขั้นตอนกับการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งในการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงนั้นเจ้าหนี้มีสิทธิขอให้บังคับชำระหนี้ได้โดยการขอให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงและให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วย และศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามวิธีการที่เจ้าหนี้ได้ร้องขอ หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาในการห้ามกระทำการนั้นๆ ซึ่งเป็นการจัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้า ในการบังคับคดีแม้จะให้เจ้าหนี้ขอศาลให้สั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่จะบังคับคดีให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าอีก อาจจะตีความจากการที่กฎหมายให้อำนาจศาลกำหนดวิธีการบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควรเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้ ตามมาตรา 356 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษางดเว้นกระทำการแล้ว แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังคงกระทำการนั้นอีกอันเป็นการฝ่าฝืนหนี้งดเว้นกระทำการหลังจากศาลพิพากษา เจ้าหนี้ก็บังคับคดีให้รื้อถอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเกิดจากการไม่งดเว้นกระทำการได้ แต่อย่างไรก็ตามการที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเกิดจากการไม่งดเว้นกระทำการนั้น คำสั่งนี้ควรมีผลไปถึงการที่ลูกหนี้ได้งดเว้นกระทำการก่อนศาลมีคำพิพากษาด้วย เพราะการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้อาจขอให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลง และหากลูกหนี้ไม่กระทำการตามคำพิพากษาเจ้าหนี้จึงขอบังคับคดี ดังนั้นจึงเป็นการบังคับคดีต่อหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ได้ขอบังคับชำระหนี้ด้วยนอกจากนี้ ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาวิธีการบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงในหนี้งดเว้นกระทำการพบว่า การบังคับชำระหนี้ในหนี้งดเว้นกระทำการที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการห้ามก่อสร้าง เจ้าหนี้อาจร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้โดยผู้มีอำนาจรื้อถอนคือ เจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น การห้ามเปิดเผยความลับ การห้ามประกอบอาชีพหรือการห้ามค้าแข่งขัน การห้ามส่งเสียงดังหรือกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนี้งดเว้นกระทำการ หากมีการฝ่าฝืนแล้วจะบังคับชำระหนี้ได้เพียงการขอให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าโดยการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้กระทำการนั้นๆส่วนการห้ามเปิดเผยความลับ หากสัญญามีข้อตกลงห้ามลูกหนี้เปิดเผยความลับ แม้สัญญาจะสิ้นสุดลง ลูกหนี้ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องรักษาความลับนั้นอยู่เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ และเป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ลูกหนี้ผูกพันต้องปฏิบัติตาม แต่หากไม่มีการตกลงกันว่าให้รักษาความลับนั้น ถ้าสัญญาสิ้นสุดแล้ว ลูกหนี้ก็มีหน้าที่ต้องรักษาความลับโดยใช้หลักสุจริตในการตีความว่าเป็นข้อมูลทางการค้า ข้อมูลทางการตลาด ข้อมูลของลูกค้า อันเป็นข้อมูลที่จะเป็นความลับทางการค้าของเจ้าหนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ควรเปิดเผยความลับนั้นต่อบุคคลอื่นทั้งนี้ในการห้ามประกอบอาชีพหรือการห้ามค้าแข่งขัน เป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้งดเว้นกระทำการที่จะไม่กระทำการอันเป็นการประกอบอาชีพแข่งขันกับเจ้าหนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนะให้นำมาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา 5 พระราชบัญญัติข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาพิจารณาว่าข้อสัญญาที่เป็นการห้ามประกอบอาชีพหรือห้ามค้าแข่งขันนั้น เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่อันจะทำให้สัญญานั้นตกเป็นโมฆะ หากข้อสัญญานั้นไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หากลูกหนี้ฝ่าฝืนการประกอบอาชีพหรือการค้าแข่งขันกับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็บังคับชำระหนี้ได้โดยการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ลูกหนี้ประกอบกิจการนั้นได้ |