|
ชาตินิยมดิจิทัลกับปรากฏการณ์อ้างสิทธิ์เหนือมรดกวัฒนธรรมประวัติศาสตร์บนพื้นที่เฟซบุ๊ก: กรณีศึกษาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ค.ศ. 2022-2024 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ชาตินิยมดิจิทัลกับปรากฏการณ์อ้างสิทธิ์เหนือมรดกวัฒนธรรมประวัติศาสตร์บนพื้นที่เฟซบุ๊ก: กรณีศึกษาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ค.ศ. 2022-2024 |
| Creator | ธรรดร กุลเกลี้ยง |
| Contributor | อุดมลักษณ์ ฮุ่นตระกูล, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ชาตินิยมดิจิทัล, มรดกวัฒนธรรม, ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา, โบราณคดีเทียม, Digital nationalism, Cultural heritage, Thailand-Cambodia conflict, Pseudoarchaeology |
| Abstract | การศึกษาวิจัยเรื่อง “ชาตินิยมดิจิทัล กับปรากฏการณ์อ้างสิทธิ์เหนือมรดกวัฒนธรรมประวัติศาสตร์บนพื้นที่เฟซบุ๊ก (กรณีศึกษา ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ค.ศ. 2022–2024)” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทำความเข้าใจบทบาทของชุดความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยร่วมสมัย และ 2) ศึกษาพลวัตการเปลี่ยนผ่านจากชาตินิยมทางการมาสู่ชาตินิยมดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยระเบียบวิธีชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรม โดยรวบรวมข้อมูลบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กจากเพจกลุ่มตัวอย่าง 6 เพจ และกลุ่มสนทนาสาธารณะ 1 กลุ่ม ระหว่างปี ค.ศ. 2022–2024 ผ่านการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม เพื่อวิเคราะห์ปฏิบัติการทางภาษา ตรรกะแพลตฟอร์ม และโครงสร้างความขัดแย้งบนพื้นที่ออนไลน์ผลการศึกษาพบว่า ชุดความรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นกลาง หากแต่ถูกนำมาใช้เป็นปฏิบัติการทางวาทกรรมใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) การสร้าง “โบราณคดีเทียม” ผ่านการถอดบริบททางวิชาการ และการนำกรณีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมืองโบราณศรีเทพกับการส่งคืนประติมากรรมโกลเด้นบอยมาสร้างความได้เปรียบทางลำดับเวลา เพื่อผูกขาดความชอบธรรมทางอารยธรรม 2) การสร้างวาทกรรมสายเลือดบริสุทธิ์เพื่อปฏิเสธความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลย้อนกลับมารื้อถอนพหุวัฒนธรรมและกดทับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และ 3) การนำมรดกวัฒนธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศ ผ่านการผูกรวมข้อพิพาททางวัฒนธรรม เข้ากับประวัติศาสตร์บาดแผลเรื่องพรมแดน และอธิปไตยทางทะเล (MOU 2544 และเกาะกูด) เพื่อสั่นคลอนความชอบธรรมของรัฐบาล และนำไปสู่การใช้วาทกรรม “ชังชาติ” กีดกันผู้เห็นต่างทางการเมืองในมิติพลวัตของชาตินิยม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ชาตินิยมดิจิทัล" ที่กลุ่มเพจตัวอย่างขับเคลื่อนอุดมการณ์แบบกระจายศูนย์โดยผู้ใช้งานออนไลน์ รวมถึงสร้างเครือข่ายภายในกลุ่มห้องสะท้อนความคิดของตน เพื่อผลิตเนื้อหาเพื่อโต้ตอบกับชาวกัมพูชา ปรากฏการณ์นี้ทำงานร่วมกับตรรกะแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและระบบอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหากระตุ้นอารมณ์ความโกรธ ส่งผลให้เกิดเกิดการเปลี่ยนผ่านจากเนื้อหากึ่งวิชาการ สู่เนื้อหาเชิงกระตุ้นอารมณ์โกรธ (Rage-baiting) ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนอุดมการณ์ชาตินิยมให้กลายเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มยอดการเข้าถึง โดยมีพลวัตคลี่คลายผ่าน 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะวางรากฐานผ่านบทความขนาดสั้นและวาทกรรม “ขอมไม่ใช่เขมร” (ค.ศ. 2022) 2) ระยะจุดปะทุระดับมวลชนจากกรณีพิพาทกุนแขมร์ เมืองโบราณศรีเทพ และโกลเด้นบอย (ค.ศ. 2023) และ 3) ระยะขยายเครือข่ายที่มีการลดทอนคุณค่าของคู่ขัดแย้ง การปฏิเสธวิทยาการการสร้างปราสาทหินของกัมพูชา ควบคู่กับการเบนเป้าหมายมาสร้างความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ (ค.ศ. 2024)โดยสรุป ปรากฏการณ์การอ้างสิทธิ์เหนือมรดกวัฒนธรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงทางโบราณคดี หากแต่เป็นกระบวนการประกอบสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ เพื่อสถาปนาอัตลักษณ์ สร้างอำนาจนำ และแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และการเมืองในบริบทสังคมยุคหลังความจริง งานวิจัยจึงนำเสนอข้อเสนอแนะให้เกิดการวิพากษ์ประเด็นของอิทธิพลอาณานิคมที่มีต่อประวัติศาสตร์นิพนธ์ หรือโบราณคดี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางอัลกอริทึมเพื่อรับมือกับข้อพิพาทเชิงสัญญะและความขัดแย้งบนพื้นที่ออนไลน์ในอนาคต |