ปัญหาการตีความผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 29 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: ศึกษากรณีบุคคลผู้อยู่กินฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียน บุตรบุญธรรม และผู้รับบุตรบุญธรรม
รหัสดีโอไอ
Title ปัญหาการตีความผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 29 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: ศึกษากรณีบุคคลผู้อยู่กินฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียน บุตรบุญธรรม และผู้รับบุตรบุญธรรม
Creator อังชุนันท์ สาโรจน์
Contributor ปกป้อง ศรีสนิท, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2568
Keyword ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย, คู่สมรส, บุคคลผู้อยู่กินฉันคู่สมรสโดยไม่ได้จดทะเบียน, บุตรบุญธรรม, ผู้รับบุตรบุญธรรม, การดำเนินคดีอาญาต่างผู้ตาย, Person authorized to act on behalf of an injured person, Spouse, Unregistered cohabiting partner, Adopted child, Adoptive parent, Criminal proceedings on behalf of a deceased victim
Abstract สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการตีความบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5 (2) ว่าด้วยผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ในประเด็นบุคคลผู้อยู่กินฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียน บุตรบุญธรรม และผู้รับบุตรบุญธรรม ไม่ได้รับการรับรองอำนาจ ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งการตีความยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงการกำหนดตัวบุคคลผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตายตามมาตรา 29 ด้วย ระบบกฎหมายไทยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเอกชนสามารถดำเนินคดีอาญาได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจรัฐและคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ปัจจุบันก่อให้เกิดช่องว่างที่สำคัญสองประการ ได้แก่ (1) บุคคลผู้อยู่กินฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียน แม้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีบุตร ทรัพย์สิน หรือมีการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเพียงใด ก็ไม่ได้รับการรับรองให้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ในคดีอาญาและ (2) บุตรบุญธรรมและผู้รับบุตรบุญธรรม ซึ่งแม้จะเป็นบุคคลที่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิและหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ แต่ไม่ได้รับการรับรองให้มีอำนาจจัดการแทนดังกล่าว เพราะการตีความคำว่า “ผู้สืบสันดาน” อย่างเคร่งครัด ผู้เขียนเริ่มจากการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่รากฐานความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงบทบัญญัติกฎหมายไทยในอดีต เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวคิดและที่มาของบทบัญญัติ ตลอดจนศึกษาเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส ทั้งในส่วนของบทบัญญัติกฎหมายและส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อพิจารณาในการวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางของกฎหมาย กฎ และประกาศอื่น ๆ ในปัจจุบันของไทยที่ได้มีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ทั้งสองประเภท เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งกำหนดลักษณะของการอยู่ร่วมกันที่ถือว่าเป็นคู่สมรส กฎกระทรวงกำหนดกรณีอื่นที่เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ พ.ศ. 2566 ผลการศึกษาพบว่า ถ้อยคำที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถูกบัญญัติขึ้นภายใต้บริบททางสังคมและโครงสร้างครอบครัวในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีแนวคิดและค่านิยมเกี่ยวกับครอบครัวแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันอย่างมาก ประกอบกับบทบัญญัติดังกล่าวได้ใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง อีกทั้งกฎหมายอาญายังต้องยึดหลักความมั่นคงและแน่นอนแห่งกฎหมาย การตีความให้ครอบคลุมบทบัญญัติให้ครอบคลุมไปถึงบุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจกระทำได้ เมื่อแนวคิด ความเชื่อ และค่านิยมเปลี่ยนแปลงไปผลแห่งการดังกล่าวจึงได้ทำให้เกิดช่องว่างและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายที่มุ่งให้อำนาจแก่บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับผู้เสียหายอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริง และการได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดนั้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องกันในเชิงระบบกฎหมาย เนื่องจากผลของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นการปฏิเสธการรับรองบุคคลที่กฎหมายแพ่งได้รับรองนิติสัมพันธ์แล้ว เมื่อพิจารณาในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบ พบว่า ในต่างประเทศมีการขยายการรับรองสถานะผู้เสียหายให้กว้างขึ้น โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยมและโครงสร้างระบบกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ดี หลักการและทิศทางร่วมกันคือความพยายามให้กฎหมายรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ตามข้อเท็จจริง นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากกฎหมายสาขาอื่นของไทยในปัจจุบันก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีการยอมรับความสัมพันธ์เหล่านี้ในบริบทของกฎหมายนั้น ด้วยการนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสังคมและระบบกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะทำให้บุคคลผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้เสียหายตามความเป็นจริงสามารถใช้สิทธิแทนผู้เสียหายได้ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายหรือไม่อาจใช้สิทธิด้วยตนเอง และทำให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายมากยิ่งขึ้น
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ