|
การศึกษาการบริหารจัดการภาครัฐด้านความมั่นคงในกระบวนการกำหนดบริบทความมั่นคงของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การศึกษาการบริหารจัดการภาครัฐด้านความมั่นคงในกระบวนการกำหนดบริบทความมั่นคงของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ |
| Creator | เดชาวัต ศิวะวัฒนากร |
| Contributor | จิตติภัทร พูนขำ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การบริหารจัดการภาครัฐด้านความมั่นคง, สภาวะเส้นทางบังคับ, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, การกำหนดบริบทความมั่นคง, นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ, Security governance, Path dependency, National Security Council, Security context formulation, National security policy and plan |
| Abstract | การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์กระบวนการกำหนดบริบทด้านความมั่นคง (Security Contextualization Process) ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเป็นขั้นตอนตั้งต้นที่สำคัญในการนิยามภัยคุกคามและกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ผ่านกรณีศึกษานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐด้านความมั่นคง (Security Governance) ใน 3 มิติ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ (Multi-actor Participation) พลวัตของกระบวนการนโยบาย (Dynamic Policy Process) และการบริหารจัดการเครือข่าย (Network-based Management) พร้อมทั้งอธิบายข้อจำกัดและปัจจัยที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายแบบดั้งเดิมด้วยแนวคิดสภาวะเส้นทางบังคับ (Path Dependency) งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการผ่านการวิเคราะห์เอกสาร โดยเปรียบเทียบระหว่างนโยบายและแผนฯ ฉบับ พ.ศ. 2562–2565 กับฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2566–2570) ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของ สมช. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจและวัฒนธรรมองค์กรผลการวิจัยชี้ให้เห็นลักษณะของลักษณะ "เหล้าเก่าในขวดใหม่ที่วิจิตรบรรจง" กล่าวคือ ในเชิงกระบวนการมีความทันสมัยขึ้น แต่เนื้อหาสาระยังคงดำรงสถานะเดิม (Status Quo) โดยพบว่ากระบวนการกำหนดบริบทความมั่นคงมีความเป็นระบบมากขึ้นตามแนวคิดกรอบแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐด้านความมั่นคง มีการขยายฐานการมีส่วนร่วมตามกฎหมายพระราชบัญญัติสภาความ-มั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 และมีการนำเครื่องมือทางวิชาการสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) และ เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคามในอนาคตและสร้างความเป็นกลางทางข้อมูล รวมถึงมีการดึงภาควิชาการ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อสร้างความชอบธรรมทางวิชาการ นอกจากนี้ ในมิติด้านข้อจำกัดจากสภาวะเส้นทางบังคับ ผลการศึกษาพบว่าแม้จะมีเครื่องมือใหม่ แต่เนื้อหานโยบายยังคงถูกกำกับด้วยสภาวะเส้นทางบังคับอย่างเข้มข้น ผ่านรากฐานความคิดแบบทหาร (Military Mindset) และวัฒนธรรมการทำงานแบบแยกส่วน (Silos) ในองค์กร รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ทำหน้าที่เสมือน "แม่พิมพ์" ที่บังคับให้นโยบายและแผนฯ ต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องกัน ทั้งยังพบว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมถูกลดทอนเป็นเพียงพิธีกรรมทางนโยบาย (Policy Rituals) และข้อมูลหรือประเด็นความมั่นคงจะถูกคัดกรองผ่านผู้เฝ้าประตู (Gatekeepers) และผ่านกรอบความมั่นคงแบบรัฐเป็นศูนย์กลางด้วยกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯนอกจากนี้ ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเครือข่ายความมั่นคงของไทยที่ยังคงเป็นเครือข่ายแนวดิ่ง (Hierarchical Network) ที่รัฐเป็นศูนย์กลาง มากกว่าจะเป็นเครือข่ายแนวราบตามอุดมคติ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ สมช. ได้แก่ การยกระดับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้มีอำนาจร่วมตัดสินใจอย่างแท้จริงในคณะกรรมการระดับนโยบาย การใช้กระบวนการคาดการณ์อนาคตอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงแค่รอบการทำแผน และการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการวางแผนเพื่อรับมือภัยคุกคาม (Threat-based) ไปสู่การสร้างความพร้อมและศักยภาพ (Capabilities-based) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต |