|
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 |
| Creator | พงศกร จิตติวรรณ |
| Contributor | สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การปฏิรูปที่ดิน, ที่ดินจัดซื้อ, การควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์, Land reform, Purchased land, Control of landholding and utilization |
| Abstract | ดุษฎีนิพนธ์เรื่องปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมาย ประวัติความเป็นมา แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดินในที่ดินจัดซื้อตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่บุคคลได้สิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินของต่างประเทศ รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อที่เกษตรกรได้สิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทย ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบทบัญญัติของกฎหมายในการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทย ซึ่งการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และสาธารณรัฐเกาหลีจากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญ 2 ประการหลัก ประการแรก คือ ปัญหาความคลุมเครือเรื่องสิทธิในที่ดินตามบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และการใช้สิทธิในที่ดินที่เกษตรกรได้กรรมสิทธิ์โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากเกิดปัญหาความคลุมเครือเรื่องสิทธิในที่ดินตามบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 รวมถึงปัญหาความคลุมเครือเรื่องการใช้สิทธิในที่ดินที่เกษตรกรได้กรรมสิทธิ์โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และประการที่สอง คือ ปัญหาความเหมาะสมของการบริหารจัดการที่ดินจัดซื้อ เนื่องจากมีประเด็นปัญหาการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย และปัญหาการแบ่งแยกหรือโอนที่ดินในทางข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปที่ดินโดยรับเอาทฤษฎีการปฏิรูปที่ดินของสำนักนีโอคลาสสิก (Neoclassical School) ไปปรับใช้ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสาธารณรัฐเกาหลี พบว่าประเทศเหล่านี้มีกลไกทางกฎหมายควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินหลังการกระจายสิทธิในที่ดินที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ผู้ศึกษาจึงได้เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและมาตรการทางบริหาร เพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินจัดซื้อที่เกษตรกรได้สิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของประเทศไทย ดังนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือเรื่องสิทธิในที่ดินตามบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และการใช้สิทธิในที่ดินที่เกษตรกรได้กรรมสิทธิ์โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โดยใช้ถ้อยคำว่า "ที่ดินที่บุคคลได้สิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" และบัญญัติให้ที่ดินดังกล่าวมีสถานะเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงบัญญัติข้อห้ามมิให้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินไปประกอบกิจการอื่นนอกจากเกษตรกรรม ตลอดจนนำการจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินของทายาทที่รับที่ดินมรดกมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แทนการบัญญัติไว้ในกฎกระทรวงและเพื่อแก้ไขปัญหาความเหมาะสมของการบริหารจัดการที่ดินจัดซื้อ เสนอให้กฎหมายกำหนดขนาดของที่ดินขั้นต่ำหลังจากการแบ่งแยกที่ดินให้มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนแน่นอน โดยห้ามมิให้มีการแบ่งแยกที่ดินหากทำให้แปลงที่ดินมีขนาดเล็กกว่าเนื้อที่ขั้นต่ำที่กำหนด นอกจากนี้ เสนอให้แก้ไขกฎหมายโดยอนุญาตให้ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสามารถแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นได้ แต่ต้องมีมาตรการกลั่นกรองคุณสมบัติผู้รับโอนอย่างเข้มงวด และให้อำนาจสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสามารถออกคำสั่งบังคับจำหน่ายที่ดิน เรียกคืนที่ดิน หรือกำหนดค่าปรับบังคับการ รวมถึงเพิ่มมาตรการทางบริหารเชิงรุก โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบการถือครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินรายแปลงเป็นประจำทุกปี |