|
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมเจ้าของโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเอกชน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมเจ้าของโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเอกชน |
| Creator | ดารุณี อำพร |
| Contributor | สหธน รัตนไพจิตร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | มาตรการทางภาษี, การอนุรักษ์โบราณสถาน, การอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์, การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการอนุรักษ์, Tax measures, Conservation of ancient monuments, Conservation of historic buildings, Private-sector participation in heritage conservation |
| Abstract | โบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และอัตลักษณ์ของสังคม อีกทั้งยังมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม โบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ในประเทศไทยซึ่งมีเอกชนเป็นเจ้าของบางส่วนกลับถูกปล่อยทิ้งร้างหรือเสื่อมโทรม เนื่องจากเจ้าของต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและบูรณะโดยไม่ได้รับการชดเชยภาระและการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเพียงพอ แม้ทรัพย์สินดังกล่าวจะอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเอกชน แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งรัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครอง การค้นคว้าอิสระนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายและมาตรการทางภาษีที่ใช้ส่งเสริมเจ้าของโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเอกชนในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอิตาลี และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์ในการใช้กลไกทางภาษีเพื่อจูงใจให้เจ้าของโบราณสถานและอาคาประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเอกชนเข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์ด้วยความเต็มใจที่จะดูแล ซ่อมแซม หรือบูรณะและนำทรัพย์สินนั้นออกใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจหรือสังคม โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมภาษีหลายประเภท เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดก และมักกำหนดเงื่อนไขควบคู่กับการใช้สิทธิ เช่น การบูรณะให้คงคุณค่าดั้งเดิม หรือการนำทรัพย์สินออกใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณะหรือเชิงเศรษฐกิจ เป็นต้น จากการศึกษา พบว่า มาตรการทางภาษีของต่างประเทศมีลักษณะเป็นมาตรการเชิงเงื่อนไขที่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของทรัพย์และสร้างแรงจูงใจในการดูแล บำรุงรักษา หรือบูรณะโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ซึ่งมาตรการภาษีที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันยังมีขอบเขตจำกัด มีการจำกัดผู้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างแคบ และไม่เกิดกระตุ้นภาคเอกชนอย่างเพียงพอ การค้นคว้าอิสระนี้จึงเสนอแนวทางในการปรับปรุงและเพิ่มเติมมาตรการทางภาษีของประเทศไทยให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการดูแล รักษา หรือบูรณะโบราณสถานและอาคารประวัติศาต์ ลดภาระทางการเงินอันเป็นต้นทุนในการดำเนินการ เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์โบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการที่ยั่งยืน |