|
มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี |
| Creator | สุพรรษา เย็นอ่อน |
| Contributor | ธนภัทร ชาตินักรบ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | มาตรา 41 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ, การคว่ำบาตรทางการเงิน, การคว่ำบาตรแบบเจาะจง, สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี, Article 41 of the United Nations Charter, Financial sanctions, Targeted sanctions, The Islamic Republic of Iran, The Democratic People's Republic of Korea |
| Abstract | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน ภายใต้กรอบมาตรา 41 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นมาตรการบังคับใช้ในรูปแบบที่ไม่มีการใช้กำลังอาวุธ โดยมุ่งเน้นศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างกรณีของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เพื่อวิเคราะห์ถึงขอบเขตการบังคับใช้ ความชอบธรรมทางกฎหมาย กลไกการเยียวยาผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินในแต่ละบริบทมาตรการการคว่ำบาตรทางการเงินที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีการออกมติมานั้น จะเริ่มจากการยึด และอายัดทรัพย์สินของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และจะเพิ่มความรุนแรงจากการโดยการให้รัฐสมาชิกห้ามมีการลงทุน ให้สินเชื่อ หรือช่วยเหลือทางการเงิน แก่รัฐหรือบุคคลที่กระทำภัยคุกคามดังกล่าว ทั้งยังมีการปิดกิจการธนาคารของรัฐสมาชิกในประเทศที่กระทำภัยคุกคาม มีการตรวจสอบในการส่งสินค้า เพื่อป้องกันการโอนย้ายเงินสด .ซึ่งมาตรการของ UNSC ต้องการที่จะกดดันรัฐที่เป็นภัยคุกคามเข้าสู่เวทีเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน และไม่ก่อให้เกิดความกังวลแก่รัฐสมาชิกอื่นๆมาตรา 41 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติยังคงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญและสามารถปรับใช้ได้ในปัจจุบัน การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชนและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในรัฐเป้าหมาย ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ UNSC จึงได้พัฒนาแนวคิดการคว่ำบาตรแบบชาญฉลาด (Smart Sanctions) เพื่อมุ่งเป้าหมายไปยังบุคคลหรือองค์กรเฉพาะเจาะจงและกำหนดช่องทางยกเว้นเพื่อมนุษยธรรมในกรณีของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และสาธารณรัฐประชาชนเกาหลีนั้น ผลลัพธ์ต่อมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินที่ออกมานั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในกรณีของประเทศอิหร่าน มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินสามารถสร้างแรงกดดันเชิงเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญจนนำไปสู่การเจรจาและลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี ค.ศ. 2015 เนื่องจากอิหร่านมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาระบบการเงินกลาง ในทางกลับกัน กรณีของประเทศเกาหลีเหนือ มาตรการคว่ำบาตรกลับล้มเหลวและไม่สามารถหยุดยั้งโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ เนื่องจากเกาหลีเหนือมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบปิด มีการพึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศ มีกลไกการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐพันธมิตรมหาอำนาจ สำหรับประเทศไทย มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินปรากฏในกฎหมายภายในเพื่อแสดงความร่วมมือและให้ความสำคัญกับความมั่นคงระหว่างประเทศผู้เขียนจึงเห็นว่า ควรให้ปรับปรุงการออกมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินให้สอดคล้อง สอดคล้องกับบริบทโครงสร้างของรัฐเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบ และเสริมสร้างกลไกแรงจูงใจควบคู่ไปกับการลงโทษ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและความชอบธรรม |