ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการสมรสโดยถูกข่มขู่
รหัสดีโอไอ
Title ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการสมรสโดยถูกข่มขู่
Creator ชิชา ทองจำรัส
Contributor เอมผกา เตชะอภัยคุณ, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2568
Keyword การสมรสโดยถูกข่มขู่, การสมรสโดยปราศจากความยินยอม, การบังคับสมรส, Marriage under duress, Voidable marriages, Lack of valid consent, Coercive control, Psychological abuse, Intimidation, Ambient abuse
Abstract เรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการสมรสที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตาม หากมีการฝ่าฝืน ผลของการฝ่าฝืนทำให้การสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะ และตามกฎหมายยังมีการกำหนดเรื่องเงื่อนไขการสมรสที่จะทำให้การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะไว้อีกด้วย ได้แก่ การสมรสโดยปราศจากความยินยอม เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติทั้งสองมาตรานี้จะพบว่า เป็นเรื่องของการสมรสที่เจตนาในเรื่องการสมรสถูกทำให้เสียไป แต่ในเรื่องหนึ่งกฎหมายให้ความสำคัญอย่างมากจึงส่งผลให้กฎหมายให้การรับรองผลว่า เป็นโมฆะ ได้แก่การสมรสโดยปราศจากความยินยอม แต่ในอีกเรื่องหนึ่งกฎหมายให้ความสำคัญในระดับรองลงมาจึงส่งผลให้กฎหมายให้การรับรองผลว่า เป็นโมฆียะ ได้แก่ การสมรสโดยถูกข่มขู่ ฉะนั้นในเมื่อกฎหมายให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของความยินยอมของการเข้าทำการสมรส เช่นนี้การเข้าทำการสมรสโดยถูกข่มขู่จะถือว่าเป็นการถูกรบกวนเจตนาจนถึงขั้นเป็นความไม่ยินยอมอันจะทำให้การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในเรื่องดังกล่าวมีความทับซ้อนกัน หรือมีหลักในการพิจารณาความแตกต่างในเรื่องนี้อย่างไร บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่ แต่เมื่อพิจารณาจากคดีที่ขึ้นสู่ศาลกลับพบว่า มีการฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่มากนัก ตามบทบัญญัติมาตรา 1507 เป็นเรื่องที่กำหนดว่า “ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ” สาระสำคัญที่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัตินี้ได้แก่ การข่มขู่ที่จะทำให้การสมรสเสียไปต้องเป็นการสมรสที่ “ถึงขนาด” เมื่อพิจารณาจากคำอธิบายในทางตำราและการปรับใช้กฎหมายผ่านคำพิพากษาฎีกา พบว่า ความถึงขนาดของการข่มขู่ที่จะทำให้การสมรสนั้นเสียไปได้ มีความเชื่อมโยงกับการกระทำอย่างรุนแรงทางร่างกายหรือทางกายภาพ กล่าวคือ จะต้องเป็นลักษณะการกระทำที่มีความรุนแรงจนทำให้ผู้ถูกข่มขู่เกิดความเกรงกลัว โดยความกลัวในที่นี้ก็มีคำอธิบายต่อไปว่า จะต้องเป็นความกลัวว่าจะได้รับอันตราย โดยลักษณะของการกระทำที่เกิดขึ้นมักจะเป็นการทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายที่มีความรุนแรง จึงจะถือว่าเป็นการข่มขู่ที่ถึงขนาดอันจะทำให้การสมรสนั้นเสียไป และเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติในเรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่ เห็นได้ว่ามีรายละเอียดในการพิจารณาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับบทบัญญัติในเรื่องการแสดงเจตนาโดยถูกข่มขู่ ในการปรับใช้กฎหมายพบว่ามีการปรับใช้กฎหมายในเรื่องการแสดงเจตนามาใช้กับการสมรสโดยถูกข่มขู่ด้วย โดยข้อสำคัญประการหนึ่งคือการปรับใช้กฎหมายมาตรา 165 ซึ่งบัญญัติว่า “การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่” ฉะนั้นจึงมีคำอธิบายว่ากรณีที่บุคคลสองคนที่เข้าทำการสมรสกันโดยถูกบิดามารดาบังคับทางจิตใจจะไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่อันจะทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ จากกรณีการตีความเรื่องความถึงขนาดของการข่มขู่และการปรับใช้กฎหมายในเรื่องการแสดงเจตนามาใช้กับการสมรสในเรื่องดังกล่าว จึงเกิดเป็นประเด็นที่ผู้ศึกษามุ่งศึกษาว่า การตีความกฎหมายในความหมายดังกล่าวนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ และการปรับใช้กฎหมายในเรื่องการแสดงเจตนาเพื่อใช้กับการสมรสควรนำมาใช้ได้เพียงใด เนื่องจากมีประเด็นในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ดังเช่นเรื่องการบังคับสมรสที่เกิดจากกรณีที่บิดามารดาบังคับให้บุตรในปกครองของตนสมรสกับบุคคลอื่นซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ในสังคม หรือในกรณีเรื่องการหลอกปั่นหัว (gaslighting) ซึ่งอาจมีลักษณะของการกระทำที่ทำให้เกิดความกดดัน ความกลัว หากเกิดขึ้นในระหว่างคู่รักที่ยังไม่ได้เข้าทำการสมรส และมีการกระทำดังกล่าวจนทำให้อีกฝ่ายจำยอมเข้าทำการสมรส กรณีการกระทำเหล่านี้จะสามารถปรับใช้กฎหมายเรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่ได้หรือไม่การค้นคว้าอิสระนี้จึงมุ่งศึกษาบทบัญญัติในเรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่ โดยศึกษาถึงแนวคิดและความเหมาะสมในการปรับใช้บทกฎหมายดังกล่าว โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์ และการเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับใช้กฎหมาย ให้กฎหมายสามารถปรับใช้ได้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม การค้นคว้าอิสระนี้จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการตีความและวินิจฉัยในเรื่องของลักษณะของการข่มขู่ที่ถึงขนาดอันจะทำให้การสมรสตกเป็นโมฆียะ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับลักษณะทางกายภาพที่กระทำการข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย ชีวิต หรือทรัพย์สินทั้งของบุคคลผู้ถูกข่มขู่ หรือบุคคลที่สามเพียงเท่านั้น แต่ขอให้เป็นการเปิดกว้างในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักในการพิจารณาวินิจฉัยที่ว่า การข่มขู่อาจจะไม่ใช่กรณีทำให้เกิดภัยคุกคามในทางกายภาพ หรือจะต้องการทำอันตรายต่อร่างกาย และชีวิตแต่ให้รวมถึงให้รวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม หรือครอบครัว และรวมไปถึงการกระทำทางจิตใจที่รุนแรงพอจะทำให้เจตจำนงของผู้สมรสถูกครอบงำ ซึ่งหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าผู้สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกแรงกดดัน หรือถูกกระทำด้วยพฤติกรรมบางอย่าง จนไม่สามารถเข้าทำการสมรสโดยชอบได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับใช้กฎหมายเพื่อรองรับปัญหาข้อเท็จจริงในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม และในประเด็นเรื่องของการนำบทบัญญัติกฎหมายของเรื่องการแสดงเจตนามาใช้บังคับแก่กรณีการสมรสโดยถูกข่มขู่ ผู้ศึกษาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสามารถนำมาใช้เนื่องจากเป็นบทบัญญัติโดยตรงในเรื่องของการแสดงเจตนา แต่อย่างไรก็ตามผู้ศึกษามีความเห็นว่าในข้อเท็จจริงบางประการนั้นก็มีเหตุของความไม่เหมาะสมในเรื่องการจะนำบทบัญญัติในเรื่องของการแสดงเจตนามาใช้บังคับอย่างเคร่งครัดโดยตรง ดังเช่นในเรื่อง การบังคับสมรส มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ข้อกฎหมายเรื่องการสมรสโดยถูกข่มขู่จะกลายเป็นบทบัญญัติที่สามารถปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ยากและไม่เป็นประโยชน์ในการมีอยู่ของหลักกฎหมายดังกล่าว
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ