|
ปัญหาการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของประเทศไทย: ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายเยอรมัน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของประเทศไทย: ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายเยอรมัน |
| Creator | ปภัสรา เกตุปาน |
| Contributor | สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่, พยานหลักฐานใหม่, Retrial of criminal cases, Newly discovered evidence |
| Abstract | แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เสียหายและผู้กระทำความผิดจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมก็ตาม แต่ปัญหาความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมก็ยังเกิดขึ้นได้ พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 จึงเป็นกฎหมายที่เปิดโอกาสให้แก่ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีได้มีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีอาญา ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่เนื่องจากการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้นเป็นวิธีการแก้ไขผลขอคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำพิพากษา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงต้องมีการบัญญัติไว้อย่างละเอียด รอบคอบและรัดกุมมากที่สุด การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในปัจจุบันจึงทำได้ยาก ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมยังไม่มี ความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือมากพอที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ รวมถึงวิเคราะห์ว่าการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่นั้นขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปหรือไม่ โดยได้มีการนำกฎหมายของเยอรมันมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่าง ซึ่งในการวิเคราะห์นั้น จะวิเคราะห์จากคำพิพากษาศาลฎีกา บทความทางวิชาการ หนังสือและวิทยานิพนธ์ โดยบทความนี้มุ่งศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการร้องขอให้มี การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ในกรณีที่ศาลฎีกามีการเปลี่ยนแนวคำพิพากษาในเชิงข้อกฎหมายจากคดีอื่นอันส่งผลให้แนววินิจฉัยเดิมที่เคยถือว่าจำเลยมีความผิดเปลี่ยนเป็นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิด โดยพิจารณาว่าจำเลยสามารถอ้างแนวคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวเป็นเหตุในการร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาตามมาตรา 5(3) แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ได้หรือไม่ จากการวิเคราะห์พบว่าเหตุแห่งการรื้อฟื้นคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวจำกัดเฉพาะกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ในเชิงข้อเท็จจริงมิใช่การเปลี่ยนแปลงการตีความกฎหมายหรือแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา อีกทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ถือเป็นกฎหมายสารบัญญัติจึงไม่อาจนำหลักการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้เป็นเหตุในการรื้อฟื้นคดีอาญาได้ บทความนี้จึงสรุปว่าการเปลี่ยนแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลย ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุในการร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำพิพากษาและความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จากการวิเคราะห์พบว่าปัญหาในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น บทบัญญัติกฎหมาย กล่าวคือ พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่พนักงานสอบสวนจนถึงผู้พิพากษาและยังมีปัจจัยอื่น เช่น ประชาชนไม่มีความรู้กฎหมาย ไม่มีเงินจ้างทนายความ ดังนั้นจึงควรมี การทบทวนบทบัญญัติกฎหมายกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการร่างกฎหมายที่ควรบัญญัติขึ้นไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 รวมถึงการแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย ในภาพรวมอาจกล่าวได้ว่าพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 น่าจะต้องได้รับการทบทวนปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกัน |