ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดนครปฐม
รหัสดีโอไอ
Title ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดนครปฐม
Creator จินตนา  พืชผล
Contributor สรรพัชญ์ ศิริสวัสดิ์, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2566
Keyword ความเครียดในการทำงาน, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ, ไวรัสโคโรนา 2019, Work stress, Professional safety officers, Coronavirus 2019
Abstract การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 226 คน และทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรโดยการใช้การทดสอบ Chi-square ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพในเขตจังหวัดนครปฐมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.42 มีกลุ่มอายุอยู่ในช่วง 26-30 ปี ร้อยละ 70.80 ระดับการศึกษาสูงสุด คือ ระดับปริญญาตรี ความชุกของความเครียดในการทำงานของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดนครปฐม มีความชุกเท่ากับร้อยละ 8.85 และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในการทำงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจัยด้านลักษณะงานมีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในการทำงาน ได้แก่ ระยะเวลาปฏิบัติงาน (p = 0.037) ปริมาณงานมากเกินไปสำหรับการปฏิบัติงานภายในเวลางาน (p = 0.004) งานที่ทำไม่ตรงกับความสามารถหรือความถนัด (p = 0.004) บทบาทหน้าที่การทำงานไม่มีความชัดเจน (p < 0.001) ต้องทำงานนอกเหนือความรับผิดชอบ (p = 0.006) ลักษณะโครงสร้างหรือการแบ่งงานไม่ชัดเจน (p = 0.006) การเสียเวลาและพลังงานไปมากในการทำงานจนทำให้เกิดผลลบต่อชีวิตส่วนตัว (p = 0.001) และมีภาระการทำงานที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว (p =0.001) และปัจจัยที่เกิดขึ้นในสถานการณ์โควิด-19 ที่มีความสัมพันธ์ต่อความเครียดในการทำงาน ได้แก่ งานที่ทำมีความซับซ้อนของระบบงานและการสื่อสาร (p = 0.023) อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังคงสามารถแบ่งเวลาเพื่อร่วมกิจกรรมในครอบครัวได้ แม้จะบางครั้งจะมีภาระการทำงานที่ต้องทำให้เสร็จสิ้น (p = 0.025) และหน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีการส่งเสริมขวัญกำลังใจในการทำงาน (p = 0.042) ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าวอาจช่วยลดการเกิดความเครียดในการทำงานได้ ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการลดความเครียดจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ควรจัดหาโปรแกรมการประเมินเชิงลึกหรือการให้คำปรึกษาเฉพาะด้านเรื่องปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานและพิจารณาการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานภายในองค์กรเพื่อให้ส่งผลดีในเรื่องจิตใจของผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ