|
แนวทางการพัฒนาการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | แนวทางการพัฒนาการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา |
| Creator | กิติพงศ์ เกษมสิน |
| Contributor | ศักดิ์ชัย เลิศพานิชพันธุ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | การลงโทษ, การขับรถขณะมึนเมา, โทษปรับ, Punishment, Drink driving, Fine |
| Abstract | ปี 2560 เว็บไซต์เวิลด์แอตลาส (www.worldatlas.com) จัดอันดับให้ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 36.2 ต่อแสนประชากร ถือเป็นอันดับ 1 ของโลก อันมีสาเหตุสำคัญมาจากการขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือเมาแล้วขับ ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามขับขี่รถในขณะเมาสุราและมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนใน พ.ศ. 2522 ได้มีการแก้ไขบทลงโทษสำหรับการขับขี่รถในขณะเมาสุราให้สูงขึ้นแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยให้ปัญหาการขับขี่รถในขณะเมาสุราลดลงคลี่คลายไปได้ สำหรับการลงโทษในปัจจุบันพบว่าการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราด้วยโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษและปรับเพียงไม่กี่พันบาท มีส่วนทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ จนกระทั่งหลายภาคส่วนในสังคมเรียกร้องให้ศาลบังคับใช้กฎหมายให้รุนแรงมากขึ้นด้วยการกำหนดโทษจำคุกโดยไม่ต้องรอการลงโทษ เพื่อให้การลงโทษมีผลในด้านข่มขู่ยับยั้งไม่ให้มีการกระทำผิดมากขึ้นวิทยานิพนธ์ เรื่อง “แนวทางการพัฒนาการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดและระดับความร้ายแรงของการกระทำผิดแต่ละกรณี ด้วยการศึกษาเชิงคุณภาพจากตำราหรือเอกสารเกี่ยวกับการบัญญัติโทษทางอาญาสำหรับความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุราของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น รวมถึงการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วย ตำรวจ ทนายความ พนักงานอัยการ และผู้พิพากษา จากการศึกษาการบัญญัติโทษทางอาญาสำหรับความผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุราของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ประกอบกับการศึกษาความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการลงโทษผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราดังนี้1.ไม่ควรเพิ่มความรุนแรงของการลงโทษด้วยการใช้โทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ เป็นฐานในการลงโทษการขับขี่รถในขณะเมาสุรา เพราะหากใช้โทษจำคุกด้วยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เป็นฐานในการลงโทษจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีทั้งต่อตัวผู้กระทำผิดและสังคม ดังนั้น จึงควรใช้โทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษกับการกระทำผิดบางกรณีที่มีความร้ายแรงมาก ๆ2.ควรเพิ่มความรุนแรงของโทษปรับในปัจจุบัน ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมระวางโทษปรับตามมาตรา 160 ตรี วรรคแรกของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 จากอัตราโทษปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท เป็นโทษปรับตั้งแต่ 5,000-40,000 บาท และให้ศาลกำหนดโทษปรับในอัตราสูงสำหรับลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อให้สอดคล้องกับระดับของปัญหา และให้ผู้พิพากษามีอัตราโทษปรับที่กว้างและสูงมากขึ้นพอที่จะสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดโทษปรับได้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดีมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีกำหนดโทษปรับอัตราสูงควรกำหนดให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำผิดแต่ละคนด้วย3.ควรจำแนกระดับของการกระทำผิดฐานขับขี่รถในขณะเมาสุรา โดยใช้องค์ประกอบเช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด จำนวนครั้งที่กระทำผิด หรือบุคคลที่มีอาชีพขับขี่รถเพื่อการพาณิชย์ เป็นต้น และกำหนดแนวทางการกำหนดโทษของศาล (Sentencing Guidelines) โดยควรใช้โทษปรับเป็นพื้นฐานในการลงโทษ และสามารถเพิ่มความรุนแรงของโทษได้ด้วยการกำหนดโทษปรับในอัตราสูง ส่วนการลงโทษด้วยโทษจำคุกควรใช้ในกรณีที่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรงมากเกินกว่าที่จะใช้โทษปรับ4.ควรนำมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกอื่น ๆ เช่น การทำงานบริการสังคม การใช้ศูนย์เลี่ยงโทษจำคุก หรือการคุมประพฤติด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวที่มีระบบตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จากเหงื่อของผู้ถูกคุมประพฤติ รวมถึงมาตรการทางปกครอง เช่น มาตรการพัก/เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือการห้ามขับรถภายในระยะเวลาที่กำหนด มาใช้ควบคู่กับโทษปรับเพื่อส่งเสริมให้เกิดกระบวนการที่ทำให้ผู้กระทำผิดปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของปัญหาการขับขี่รถในขณะเมาสุราที่แท้จริงได้ |