|
การศึกษาการพัฒนาสมรรถนะครู: กรณีศึกษาโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การศึกษาการพัฒนาสมรรถนะครู: กรณีศึกษาโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร |
| Creator | ประสงค์ ยิ่งได้ชม |
| Contributor | สุนิสา ช่อแก้ว, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | สมรรถนะ, สัญชาติไทย, ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ, Competency, Thai nationality, Factors affecting |
| Abstract | การค้นคว้าอิสระฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประการ คือ 1.เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรครูในโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 2.เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการสอนของบุคลากรครูในโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา บทบาทหน้าที่ประสบการณ์ และอัตราเงินเดือน 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาบุคคลากรกับสมรรถนะข้าราชการครู โดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการการค้นคว้า จากเอกสาร และการสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและผลที่ได้จากการศึกษามีดังนี้. 1. สรุปจากการสัมภาษณ์ครูโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้องกับสมรรถนะครู ผู้วิจัยได้สรุปผลการสัมภาษณ์โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลผลการศึกษาในรูปแบบของการวิเคราะห์เชิงพรรณาเกี่ยวกับเรื่องของสมรรถนะการสอนในโรงเรียนราชวินิตประถม รวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการสอนนักเรียนและการพัฒนาสมรรถนะของครูในโรงเรียนเองมีดังนี้คำถามสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการสอนนักเรียนและการบริหารงานในโรงเรียน ในปัจจุบันการเรียนการสอนนั้นจำเป็นต้องมีการประยุกต์การสอนในรูปต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนและไม่น่าเบื่อที่จะเรียน ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนนั้น คือ เวลาในการสอน เนื่องจากโรงเรียนมีกิจกรรมมากมายทำให้ครูส่วนใหญ่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมกันทั้งหมด ซึ่งมีแนวทางในการแก้ไขดังนี้ คือ ครูจะหาเวลาสอนเพิ่มเติมในเวลาพักเที่ยงหรือช่วงเวลาเสาร์อาทิตย์ก่อนสอบเป็นต้น2. บุคลากรครูโรงเรียนราชวินิตประถม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 59.7 และเป็นชาย จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 41.3 ตำแหน่งหน้าที่ ส่วนใหญ่เป็นครูผู้สอนจำนวน 81 คน คิดเป็นร้อยละ 81.4 และเป็นผู้บริหาร จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 19.6 อายุการทำงาน ส่วนใหญ่มีกลุ่มที่มีอายุการทำงานมากว่า 16 ปีขึ้นไป จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 34.1 รองลงมาคือกลุ่มที่มีอายุการทำงาน 11-15 ปี จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 33.3 ต่อมาคือกลุ่มที่มีอายุการทำงาน 6-10 ปี จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 23.4 และลำดับสุด้ทายคือกลุ่มที่มีอายุ 1-5 ปี จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 10.2 วุฒิการศึกษา ส่วนใหญ่มีกลุ่มที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 59.4 รองลงมาคือกลุ่มที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 22.2 และลำดับสุด้ทายคือกลุ่มที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีจำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ ควรมีการแก้ไข มาตรา 30 ภายใต้กฎหมายที่ว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาผูซึ่งจะเข้ารับราชการเป็น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปนี้ ด้วยมีการระบุบและกำหนดสิทธิ์ที่ว่า “มีสัญชาติไทย” ด้วยการกำหนดให้ต้องมีสัญชาติไทยนั้น ทำให้ปัจจุบันบุคลากรของประเทศที่มีการศึกษาอยู่ต่างประเทศหรือเกิดในต่างประเทศที่อยากกลับมาพัฒนาประเทศ อีกทั้งคนที่เป็นลูกครึ่งไทย แต่มีสัญชาติต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถไม่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในด้านการศึกษาของประเทศ ส่งผลให้เกิดการจำกัดสิทธิ์ของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งมีความรู้ความสามารถที่ได้มาจากการไปเล่าเรียนในต่างประเทศหรือเกิดที่ในต่างประเทศ ควรมีการแก้ไข บทบัญญัติของระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้บุคคลที่มี “สัญชาติต่างๆ” ได้เข้ามารับใช้ด้านการศึกษาเพื่อให้การพัฒนาที่ดีทางด้านการศึกษาของประเทศมากยิ่งขึ้น |