|
ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา |
| Creator | นครชัย ทองสงฆ์ |
| Contributor | ภาคภูมิ ฤกขะเมธ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | ความร่วมมือ, เครือข่าย, การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่, Collaboration, Network, Area base, Problem solving |
| Abstract | การศึกษาเรื่อง “ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2560 และเพื่อศึกษาเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความร่วมมือและความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านกรอบแนวคิดของการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน (Collaborative Governance)ผสมผสานกับกรอบแนวคิดการบริหารงานภาครัฐในรูปแบบเครือข่าย (Network Governance) โดยคาดหวังว่าผลการศึกษาที่ได้อาจนำไปใช้เป็นแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาปัญหาเชิงพื้นที่ (Area Base) แบบอาศัยความร่วมมือกันของตัวแสดงต่าง ๆ และเป็นข้อเสนอแนะในการบูรณาการความร่วมมือของตัวแสดงต่าง ๆ จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบแบบกึ่งโครงสร้างและสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาคราชการและภาคประชาสังคมที่อยู่ในคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและตัวแทนกลุ่มผู้ค้าบริเวณรอบวิหารพระมงคลบพิตรที่เป็นภาคประชาชน จำนวนรวมทั้งสิ้น 10 คนผลการศึกษาพบว่า รูปแบบของความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2560 เป็นการบริหารกิจการบ้านเมืองในรูปแบบของการเข้ามาร่วมมือกันทำงาน (Collaboration) ที่เริ่มต้นด้วยการจัดโครงสร้างการทำงานในรูปแบบคณะทำงานในชื่อ “คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงตัวแสดงต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันในเชิงความร่วมมือในระนาบเดียวกันผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและร่วมมือกันขับเคลื่อนกิจกรรมในการแก้ไขปัญหาตามแผนงานและโครงการที่เกิดจากแนวทางการแก้ไขปัญหาที่คณะทำงานได้ร่วมกันกำหนดขึ้นส่วนเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความร่วมมือและความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา พบว่ามี 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ บทบาทของผู้นำในการสร้างความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากทุกฝ่ายและแสดงบทบาทในการชี้นำ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ตัวแสดงต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง คือ การจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบอย่างเป็นทางการโดยการแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่เป็นโครงสร้างการทำงานที่ดึงตัวแสดงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเข้ามาร่วมปฏิสัมพันธ์และร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมการแก้ไขปัญหา และประการสุดท้าย คือ การปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากภูมิหลังความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานราชการกับกลุ่มผู้ค้าในอดีตการศึกษานี้ยังได้เสนอแนวทางในการนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้กับการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาในบริบทเชิงพื้นที่อื่น ๆ โดยจะต้องคำนึงถึงบทบาทของผู้นำในการสร้างความร่วมมือที่ต้องเป็นผู้ร่วมแสดงบทบาทในระนาบเดียวกันกับตัวแสดงอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาคีที่เข้ามาร่วมกันทำงาน และการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานของหน่วยงานราชการให้เป็นเพียงตัวแสดงหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกับตัวแสดงอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนึงถึงบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อีกทั้งหน่วยงานราชการอาจผสมรูปแบบในการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยการนำกลไกตลาดเข้ามาใช้ในรูปแบบการว่าจ้างเพื่อนำหน่วยงานภาคเอกชนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้ามามีส่วนร่วมเป็นตัวแสดงหนึ่งในการแก้ไขปัญหาร่วมกับตัวแสดงอื่น ๆ ในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา |