|
มาตรการทางกฎหมายในการจัดการมลพิษตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการแล้ว: ศึกษากรณีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | มาตรการทางกฎหมายในการจัดการมลพิษตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการแล้ว: ศึกษากรณีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี |
| Creator | บุณย์นลิน วินิจนันทกร |
| Contributor | จุมพต สายสุนทร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | โรงงานอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, มลพิษตกค้าง, Factory, Petrochemical industry, Persistent pollutants |
| Abstract | โรงงานอุตสาหกรรมถือเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตกค้างที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและมนุษย์อย่างมากแหล่งหนึ่ง เนื่องด้วยโรงงานอุตสาหกรรมมีกระบวนการที่สลับซับซ้อนและมีขั้นตอนการผลิตมาก ซึ่งแต่ละขั้นตอนอาจมีการใช้สารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดมลพิษในระยะยาว รวมทั้งการเผาไหม้ต่าง ๆ จนทำให้เกิดมลพิษขึ้น โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีและแยกสารประกอบทางเคมีหลายชนิด โดยใช้สารไฮโดรคาร์บอนที่ได้มาจากการกลั่นปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้เกิดของเสีย (Waste) และก่อให้เกิดมลพิษได้เมื่อมีการสันดาปหรือเกิดการเผาไหม้ กล่าวคือ เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีตามที่ต้องการแล้ว จะต้องมีการเผาทำลายของเสียที่เกิดขึ้นก่อนปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศต่อไป ซึ่งการเผาทำลายดังกล่าวย่อมจะทำให้เกิดก๊าซพิษกระจายในชั้นบรรยากาศ นอกจากนั้นยังมีสารประกอบทางเคมีอื่น ๆ ที่ปนเปื้อนออกมา ดังนั้น โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงจัดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทที่มีแหล่งชัดเจน (Point Source) ย่อมก่อให้เกิดมลพิษอันเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการเกษตรกรรม ด้านการอุปโภคและบริโภค ด้านสุขภาพอนามัยของมนุษย์ รวมทั้งผลกระทบในด้านระบบนิเวศน์อีกด้วย กระบวนการเหล่านี้จึงนำมาซึ่งสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานอยู่ภายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากไม่มีการจัดการสารมลพิษที่ตกค้างอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ จะทำให้ปัญหาสารมลพิษที่ตกค้างยังคงหลงเหลือต่อไปภายหลังจากที่โรงงานอุตสาหกรรมเลิกประกอบกิจการไปแล้วอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการยากที่จะเรียกให้ผู้ประกอบกิจการรายเดิมเข้ามารับผิดชอบกับปัญหามลพิษที่ตกค้างเหล่านี้ ตลอดจนไม่มีหน่วยงานที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะเข้ามาควบคุมกำกับดูแลปัญหา อันเนื่องมากจากกฎหมายของประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายที่จัดการเกี่ยวกับปัญหามลพิษภายหลังจากที่โรงงานอุตสาหกรรมเลิกประกอบกิจการไปแล้ววิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการมลพิษที่ตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการแล้ว โดยศึกษากรณีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งได้ทำการศึกษาถึงลักษณะของโรงงานอุตสากรรมปิโตรเคมี กระบวนการและขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประโยชน์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทย โดยศึกษาจากกฎหมายภายในประเทศไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการศึกษาโดยการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลทางด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมลพิษที่ตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลการศึกษาวิจัยพบว่ามาตรการทางกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันยังคงขาดมาตรการทางกฎหมายที่จัดการเกี่ยวกับปัญหามลพิษภายหลังจากที่โรงงานอุตสาหกรรมได้เลิกประกอบกิจการไปแล้ว เนื่องจากภายหลังที่โรงงานอุตสาหกรรมเลิกประกอบกิจการแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นจะสิ้นสภาพความเป็นโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นผลทำให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการนั้นพ้นจากความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ตลอดจนพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ดังกล่าว ก็สิ้นอำนาจในการเข้าไปควบคุมดูแลและจัดการกับปัญหามลพิษที่ตกค้างภายในโรงงานเช่นกัน จึงนำไปสู่ความลักลั่นของหน่วยงานของรัฐจะที่เข้ามากำกับดูแลปัญหาสารมลพิษตกค้างเหล่านั้นแทน จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องสารมลพิษตกค้าง และปัญหาการควบคุม กำกับดูแล และการจัดการเกี่ยวกับมลพิษตกค้างในโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการไปแล้วเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง หรือมีมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนในการกำกับดูแล ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยนำมาตรการทางกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหามลพิษตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจไปแล้ว ศึกษากรณีโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเน้นไปที่มาตรการภายหลังจากที่โรงงานเลิกประกอบกิจการแล้ว โดยนำอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นหลักเกณฑ์ในการแก้ไขมาตรการทางกฎหมายภายในของประเทศไทย โดยปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและสภาพสังคมภายในประเทศไทย ซึ่งเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ในส่วนของคำนิยาม คำว่า “โรงงาน” ควรให้ครอบคลุมถึงโรงงานที่เลิกประกอบกิจการไปแล้ว ในเรื่องความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการมลพิษตกค้างภายหลังจากที่เลิกประกอบกิจการ และกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตจะต้องมีแผนฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมประกอบการขออนุญาตด้วย และกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการวางหลักประกัน ทำประกันภัยหรือกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสารมลพิษตกค้างได้อย่างทันท่วงที รวมถึงภารกิจและอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ควรให้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมไปถึงหลังเลิกการประกอบกิจการ ตลอดจนการแจ้งเลิกประกอบกิจการควรกำหนดให้มีขั้นตอนที่ชัดเจนและให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการว่าได้ทำการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่แจ้งไว้ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตแล้วหรือไม่ ซึ่งหากมีการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้วจึงจะอนุญาตให้เลิกประกอบกิจการนั้นได้ ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาอันเกิดจากสารมลพิษตกค้างจากโรงงานอุตสาหกรรมและลดการกระทำความผิดของผู้ประกอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น |