|
ปัญหาการได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบโดยการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาการได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบโดยการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ |
| Creator | พุฒิพงษ์ พงศ์ประภาอำไพ |
| Contributor | วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | การปลูกโรงเรือนรุกล้ำ, การได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ, ข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์, Encroachment, Accession, Limitations on a property owner’s rights |
| Abstract | ความเป็นมาของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 1312 เรื่องการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ ได้รับอิทธิพลการร่างนี้มาจากประมวลกฎหมายแพ่งสวิส มาตรา 674 ซึ่งกฎหมายสวิสได้รับอิทธิพลมาจากประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน มาตรา 912 และหลักกฎหมายเยอรมันได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายโรมัน ตามลำดับ โดยกฎหมายโรมันถือเป็นหลักกฎหมายต้นกำเนิดของเรื่องการปลูกโรงเรือนรุกล้ำ ในขณะที่กฎหมายสวิส กฎหมายเยอรมัน และกฎหมายโรมันได้บัญญัติเรื่องการปลูกโรงเรือนรุกล้ำอยู่ในหลักกฎหมายเรื่อง “ข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์” แต่มาตรา 1312 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถูกบัญญัติไว้ในหมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” ซึ่งส่งผลถึงปัญหาในวิทยานิพนธ์ ดังต่อไปนี้ 1. ปัญหาการใช้การตีความ การที่มาตรา 1312 บัญญัติอยู่ในหมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” ส่งผลให้ไม่มีหลักกฎหมายใดที่มารองรับ ไม่ว่าจะเป็นหลักกฎหมายเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” หรือ “แดนแห่งกรรมสิทธิ์ และการใช้กรรมสิทธิ์” อันเป็นเหตุให้เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตนอกจากจะได้มาซึ่ง “ภาระจำยอมโดยผลของกฎหมาย” ตามมาตรา 1312 แล้ว ยังมีสิทธิได้กรรมสิทธิ์ในส่วนของที่ดินซึ่งโรงเรือนนั้นรุกล้ำตามหลักกฎหมายว่าด้วยเรื่อง “การครอบครองปรปักษ์” ถ้าเจ้าของโรงเรือนได้ครอบครองส่วนของที่ดินนั้นเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยที่เจ้าของที่ดินซึ่งถูกโรงเรือนรุกล้ำไม่ทักท้วงแต่อย่างใด ทำให้เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นเพียงแค่รุกล้ำโดยสุจริตกลับได้สิทธิในที่ดินซึ่งถูกโรงเรือนรุกล้ำ 2 ทางด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า มาตรา 1312 บัญญัติมาเพื่อเป็นคุณกับเจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ทั้งๆ ที่เข้าไปรบกวนในแดนแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินซึ่งถูกโรงเรือนรุกล้ำ และปัญหาการ ใช้การตีความยังส่งผลถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่นำมาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังมาตรา 1312 ว่าด้วยเรื่อง “ข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์” อยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยเรื่อง “แดนแห่งกรรมสิทธิ์ และการใช้กรรมสิทธิ์” อันทำให้เจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นได้ประโยชน์ในการใช้ส่วนของที่ดินซึ่งโรงเรือนนั้นรุกล้ำ และทำให้เจ้าของที่ดินซึ่งถูกโรงเรือนรุกล้ำเสียเปรียบไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมตามมาตรา 1312 2. ปัญหาถ้อยคำตัวบทกฎหมาย มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ในความว่า “...ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้” การบัญญัติคำว่า “โรงเรือน” นั้นสลายไปทั้งหมด จะทำให้ถ้อยคำนั้นมีขอบเขตความหมายอย่างกว้างจึงสามารถตีความความในถ้อยคำได้ 2 ประการด้วยกัน คือ “โรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด” หรือ “ส่วนของโรงเรือนที่รุกล้ำนั้นสลายไปทั้งหมด” ดังนั้น เพื่อความเข้าใจของนักนิติศาสตร์ไทยไม่ให้เกิดความสับสน ควรเขียนถ้อยคำให้ชัดเจนเป็นคำว่า “ส่วนของโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด” และปัญหาถ้อยคำตัวบทกฎหมาย ในความว่า “...จดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม...” ซึ่งการจดทะเบียนไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดต่อเจ้าของโรงเรือนรุกล้ำ ด้วยเหตุที่ว่า ถึงแม้ไม่จดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม เจ้าของโรงเรือนรุกล้ำย่อมได้ทรัพยสิทธิในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายอยู่ดี แต่เมื่อพิจารณาถึงในส่วนของกรณีการครอบครองปรปักษ์ การจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมจะมีความสำคัญอย่างมากต่อเจ้าของที่ดินที่ถูกโรงเรือนรุกล้ำ ดังนั้น มาตรา 1312 ควรจะบัญญัติในการกำหนดหน้าที่ว่าด้วยเรื่องการจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมนั้น ให้ตกเป็นหน้าที่แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกโรงเรือนรุกล้ำอันจะเป็นการเหมาะสมกว่า 3. ปัญหามาตรา 1312 อยู่ภายใต้หมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” ทำให้เกิดการไม่สอดรับกับความเป็นมาของมาตรา 1312 ว่าด้วยเรื่อง “การปลูกโรงเรือนรุกล้ำ” ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในหมวดที่ขัดกับหมวดในกฎหมายสวิส กฎหมายเยอรมัน และกฎหมายโรมัน อีกทั้งยังทำให้เกิดการไม่สอดรับกับหมวดที่บัญญัติอยู่ เมื่อพิจารณาจากความในบทบัญญัติมาตรา 1312 พบว่า ไม่มีความในส่วนใดที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายว่าด้วยเรื่อง “การได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ” แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักกฎหมายว่าด้วยเรื่อง “ข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์” จะเห็นได้ว่า มาตรา 1312 เหมาะที่จะอยู่ในส่วนของเรื่องข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มากกว่า จึงทำให้เกิดปัญหาต่อไปว่า มาตรา 1312 เป็นเรื่องรอนสิทธิหรือเป็นเรื่องข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ การที่มาตรา 1312 บัญญัติอยู่ในหมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” หลักกฎหมายที่เข้ามาจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินซึ่งถูกโรงเรือนนั้นรุกล้ำ จำต้องอาศัยหลักกฎหมายเรื่องรอนสิทธิ ว่าด้วยเรื่อง “ภาระจำยอม” มาปรับใช้นั้น ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้นในวิทยานิพนธ์นี้ ข้อเสนอแนะในวิทยานิพนธ์นี้มีแนวทางในการแก้ไขอยู่ 2 ประการ ได้แก่ 1. มาตรา 1312 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จัดวางตำแหน่งให้อยู่ในหมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง “การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์” ความในบทบัญญัติต้องมีการบัญญัติให้มีถ้อยคำที่ชัดเจนขึ้น โดยบัญญัติว่า “การจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมหน้าที่ตกอยู่กับเจ้าของที่ดินที่ถูกโรงเรือนรุกล้ำ...” ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของโรงเรือนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น และยกเลิกบทบัญญัติที่ว่า “...ถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด...” โดยเปลี่ยนเป็น “...ถ้าส่วนของโรงเรือนที่รุกล้ำนั้นสลายไปทั้งหมด...” อย่างไรก็ดี การใช้การตีความไม่ควรนำมาตรา 1312 มาปรับใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เนื่องจากมาตรา 1312 เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 1336 เมื่อใดไม่สามารถนำมาตรา 1312 วรรคแรกมาปรับใช้ได้ ก็ต้องนำมาตรา 1336 มาบังคับใช้ ประกอบกับมาตรา 1312 เป็นข้อยกเว้น หากใช้กฎหมายขยายความกับข้อยกเว้นก็อาจจะทำให้ข้อยกเว้นนั้นกลายเป็นบทหลักไปในที่สุด ศาลฎีกาควรวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยพิจารณาถึงการตีความคำว่า “สุจริต” นั้น ตั้งอยู่ในประเด็น “รังวัดสอบเขต” หรือ “การตกลงกันระหว่างคู่กรณี” จะเป็นการเหมาะสมกว่า 2. มาตรา 1312 ควรจัดวางตำแหน่งให้อยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยเรื่อง “แดนแห่งกรรมสิทธิ์และการใช้กรรมสิทธิ์” โดยบัญญัติขึ้นมาใหม่จากมาตรา 1312 เป็นมาตรา 1341/1 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในวิทยานิพนธ์นี้ทั้งหมด และส่งผลให้เกิดการสอดรับกับความเป็นมาของบทบัญญัติมาตรา 1312 ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง และเป็นการจำกัดสิทธิบนรากฐานแห่งเหตุผลที่ว่า เพื่อนบ้านที่ดีต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อีกทั้ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโดยสมบูรณ์ วิทยานิพนธ์นี้ขอเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยนำมาตรา 1312 มาบัญญัติอยู่ใน หมวด 2 ว่าด้วยเรื่อง “แดนแห่งกรรมสิทธิ์ และการใช้กรรมสิทธิ์” โดยบัญญัติเป็นมาตรา 1341/1 บัญญัติว่า “เจ้าของที่ดินแปลงใด เมื่อมีผู้อื่นปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของตนโดยสุจริตและได้จ่ายค่าใช้ที่ดินเป็นรายปีทุกต้นปี ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นไม่มีสิทธิรื้อถอนโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำ” |