ความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน: ศึกษาเปรียบเทียบความผิดและโทษ
รหัสดีโอไอ
Title ความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน: ศึกษาเปรียบเทียบความผิดและโทษ
Creator จิรกฤต ปิฎกรัชต์
Contributor ณรงค์ ใจหาญ, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2561
Keyword กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน, อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, แชร์ลูกโซ่, ฉ้อโกงประชาชน, Obtaining loans amounting to public cheating and fraud, Economic crime, Pyramid scheme, Public fraud
Abstract ความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือเป็นความผิดที่แพร่กระจายได้เป็นวงกว้าง มีจำนวนผู้เสียหายและความเสียหายเกิดในความผิดแต่ละครั้งจำนวนมาก ในอดีตมีการลงโทษการกระทำเช่นนี้โดยอาศัย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ฉ้อโกงประชาชน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการปราบปราม ต่อมารัฐจึงมีมาตรการต่างๆ ขึ้นมาปราบปรามและลงโทษการกระทำดังกล่าว วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาที่มาและองค์ประกอบความผิด ตลอดจนโทษที่ของผู้กระทำความผิด โดยได้นำไปเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ เพื่อให้เห็นความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายไทยได้ จากการค้นคว้าพบว่าประเทศไทยกำหนดไว้เป็นความผิดใน พระราชกำหนดกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ได้นิยามให้ถือว่าการรับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด เป็นการกู้ยืมเงิน และได้บัญญัติกระทำตามมาตรา 4 เป็นความผิดโดยตรง ได้แก่ การโฆษณา ประกาศ ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และผู้กระทำรู้หรือควรจะรู้ว่ามีการนำเงินมาหมุนเวียนหรือรู้หรือควรจะรู้ว่าไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ผลตอบแทนอย่างเพียงพอ ทั้งกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนไว้ว่าต้องไม่เกินอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะถึงจ่ายได้ และได้บัญญัติมาตรา 5 เป็นความผิดโดยอ้อมเพื่อลงโทษผู้ที่ทำให้ความผิดขยายออกไป ไม่ว่าผู้กระทำรู้หรือควรจะรู้ดังเช่นมาตรา 4 หรือไม่ก็ตาม และโทษไม่ว่ามาตรา 4 หรือ 5 นั้นระวางโทษเท่ากัน คือระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ เมื่อนำความผิดและโทษมาเปรียบเทียบแล้วพบว่า กฎหมายของต่างประเทศนั้นไม่ได้บัญญัติยึดโยงกับการฉ้อโกงดังเช่นของไทย จึงใช้ถ้อยคำว่าเป็นความผิดฐานแชร์ลูกโซ่ (Pyramid Scheme) แต่สิ่งที่เหมือนกันระหว่างกฎหมายไทยและต่างประเทศคือ ผู้กระทำ และสิ่งตอบแทน (ที่เหยื่อมอบให้) ส่วนที่แตกต่างกันเล็กน้อยคือ การพิสูจน์ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่บางประเทศให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่บางประเทศก็ให้จำเลยยกเป็นข้อต่อสู้ ส่วนที่แตกต่างกันอย่างมากคือ การให้คำนิยาม โทษ การกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทน และ การกระทำ ซึ่งในต่างประเทศเกือบทุกประเทศกำหนดแค่การชักชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมในแชร์ลูกโซ่ก็เป็นความผิด แต่ของไทยนั้นมาตรา 4, 5 บัญญัติในส่วนของการกระทำนั้นเคร่งครัดกว่าทำให้แค่การชักชวนผู้อื่นเข้ามา เพียงเท่านี้ยังไม่เป็นความผิด อีกทั้งโทษไม่ว่ามาตรา 4 หรือ 5 นั้นบัญญัติเท่ากันไม่ลดหลั่นตามความร้ายแรงและเจตนาเมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อเหมือน ข้อแตกต่างแล้วทำให้เห็นภาพรวมของกฎหมายเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ ว่าในแต่ละประเทศมีมาตรการทางอาญาลงโทษผู้กระทำอย่างไร และกฎหมายของไทยเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ สมควรหรือไม่ที่จะนำข้อแตกต่างนั้นมาปรับปรุงกับกฎหมายของไทย
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ