อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง: ศึกษาเปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พุทธศักราช 2550 และพุทธศักราช 2560
รหัสดีโอไอ
Title อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง: ศึกษาเปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พุทธศักราช 2550 และพุทธศักราช 2560
Creator ชุลีพร ชาญใบพัด
Contributor วรรณภา ติระสังขะ, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2561
Keyword การสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คดีเลือกตั้ง, การทุจริตการเลือกตั้ง, Investigation or inquiry and adjudication, Election commission, Election dispute case, Electoral fraud
Abstract การศึกษาเรื่อง อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง: ศึกษาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พุทธศักราช 2550 และพุทธศักราช 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พุทธศักราช 2550 และพุทธศักราช 2560 ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว จะส่งผลอย่างไรในการแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง จากการศึกษาพบว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยนำเอาหลักการในมิตินิติศาสตร์ทั้งในประเด็นปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย หลักการแบ่งแยกอำนาจ และความสอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิเสรีภาพมาใช้ในการกำหนดแนวทางในการลงโทษผู้สมัคร พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ด้วยการให้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยศาลยุติธรรม และคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีอำนาจในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ และระงับการใช้สิทธิสมัครชั่วคราว ซึ่งจะกระทบต่อการจำกัดสิทธิของผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งนั้น ๆ เท่านั้น และหากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัคร พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้มีการปรับปรุงกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน ทั้งกระบวนการสืบสวนสอบสวน การไต่สวน เพื่อนำมาซึ่งการลงโทษผู้กระทำความผิด มีกลไกในการป้องปรามการทุจริตการเลือกตั้งในเชิงรุก รวมทั้งการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังเปลี่ยนแปลงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งตั้งแต่การตรวจสอบในพื้นที่ โดยเปลี่ยนจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด มาเป็นกลไกการตรวจสอบการเลือกตั้งโดยผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด เพื่อลดปัญหาการวางตัวไม่เป็นกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น เพื่อขจัดปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งที่มีมาอย่างยาวนาน จนเป็น “วงจรอุบาทว์” แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในส่วนของอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสืบสวนสอบสวนหรือไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเลือกตั้ง คงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาทุจริตการเลือกตั้งได้เท่านั้น การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยแก่ประชาชน และการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปด้วยจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งได้ในระยะยาว
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ