|
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง |
| Creator | วิชิตพงษ์ วงศ์เรือน |
| Contributor | ลภัสรดา หนุ่มคำ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Keyword | แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการบริโภคอาหาร, กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน, กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง, Health belief model, Food consumption behavior, People at risk of diabetes, People with risk of hypertension |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง (Cross sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ คือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปในเขตอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 299 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic random sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้หัวข้อการค้นคว้าอิสระปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ชื่อผู้เขียนนายวิชิตพงษ์ วงศ์เรือนชื่อปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชา/คณะ/มหาวิทยาลัยการจัดการสร้างเสริมสุขภาพสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลภัสรดา หนุ่มคำปีการศึกษา2561 แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.5 อายุเฉลี่ย 58.19+10.34 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 82.6 มีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์ > 23.00 kg/m2 ร้อยละ 54.5 มีความรู้อยู่ในระดับดี ร้อยละ 74.6 การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อโรค การรับรู้ประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติและการรรับรู้ความสามารถของตนในการปฏิบัติ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 67.2, 81.9, 84.6 และ 79.3 ตามลำดับ ส่วนการรับรู้ความรุนแรงและการรับรู้อุปสรรค อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.69, 66.9 ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงด้วยสถิติไคว์สแคว พบว่า การศึกษา อาชีพ ความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อโรค สิ่งชักนำให้เกิดการปฏิบัติและการรรับรู้ความสามารถของตนในการปฏิบัติ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ดังนั้นบุคลากรสาธารณสุขควรจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมโดยการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น จัดให้มีการบรรยายในภาษาถิ่น ตลอดจนสนับสนุนให้ครอบครัวชักนำให้เกิดการปฏิบัติพฤติกรรม รวมถึงจัดโครงการเพื่อเพิ่มการรับรู้ความสามารถของตนเองให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง |