การประเมินประสิทธิภาพของน้ำยา hypertonic saline-sodium hydroxide ในการใช้เตรียมตัวอย่างเสมหะแบบเข้มข้นเพื่อการเพาะเชื้อ mycobacteria
รหัสดีโอไอ
Title การประเมินประสิทธิภาพของน้ำยา hypertonic saline-sodium hydroxide ในการใช้เตรียมตัวอย่างเสมหะแบบเข้มข้นเพื่อการเพาะเชื้อ mycobacteria
Creator อนุกูล บุญคง
Contributor ดวงเนตร พิพัฒน์สถิตพงศ์, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2560
Keyword เชื้อ mycobacteria, น้ำยา hypertonic saline-sodium hydroxide, Mycobacteria, Hypertonic saline-sodium hydroxide
Abstract เชื้อ Mycobacteria ก่อโรคที่สำคัญในคน ได้แก่ เชื้อวัณโรค เกิดจากกลุ่มเชื้อ Mycobacterium tuberculosis complex (MTBC) ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก นอกจากเชื้อวัณโรคแล้วยังมีเชื้อมัยโคแบคทีเรียอื่น (Nontuberculous mycobacteria: NTM) ที่พบว่ามีการก่อโรคในคนเพิ่มมากขึ้น การตรวจหาเชื้อ Acid-fast bacilli (AFB) และการเพาะเชื้อยังคงมีความสำคัญในการวินิจฉัยการติดเชื้อ Mycobacteria ซึ่งการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของน้ำยา Hypertonic saline-sodium hydroxide (HS-SH) ในการใช้เตรียมตัวอย่างเสมหะแบบเข้มข้นเพื่อตรวจหาเชื้อ AFB และการเพาะเชื้อ Mycobacteria เปรียบเทียบกับวิธีเดิม คือ N-acetyl-L-cysteine-sodium hydroxide (NALC-NaOH)ผลการศึกษาตัวอย่างเสมหะส่งตรวจ 427 ตัวอย่าง ในปีงบประมาณ 2559 ที่ส่งตรวจ ณ ห้องปฏิบัติการวัณโรค สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าผลการตรวจเสมหะหาเชื้อ AFB โดยวิธีเตรียมสเมียร์เสมหะโดยตรง และการเตรียมเสมหะแบบเข้มข้นด้วย วิธี HS-SH และวิธี NALC-NaOH มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยผลบวกของวิธีตรวจโดยตรง วิธี HS-SH และวิธี NALC-NaOH เท่ากับร้อยละ 60.66, 68.15 และ 67.92 ตามลำดับ สำหรับผล AFB ของวิธี HS-SH กับวิธี NALC-NaOH นั้น มีระดับความสอดคล้องของผลที่ยอดเยี่ยม (Percent of agreement=96.96, Kappa=0.96) ในส่วนของผลการเพาะเชื้อ Mycobacteria ด้วยวิธี HS-SH และ NALC-NaOH ทั้งในอาหารแข็ง Löwenstein–Jensen (L-J) และอาหารเหลว MGIT 960 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยทั้งสองวิธีมีความสอดคล้องของผลเพาะเชื้อในอาหารแข็งและอาหารเหลวอยู่ในระดับดี (Percent of agreement=92.27, Kappa=0.59 และ Percent of agreement=87.59, Kappa=0.45 ตามลำดับ) ในด้านความคงตัวของน้ำยา HS-SH นั้น พบว่าประสิทธิภาพของน้ำยา HS-SH อายุ 1 เดือนให้ผลความสอดคล้องกับน้ำยา HS-SH ที่เตรียมใหม่ อยู่ในระดับยอดเยี่ยม ทั้งในการเตรียมตัวอย่างเสมหะเข้มข้นสำหรับตรวจ AFB และการเพาะเชื้อในอาหาร L-J และ MGIT 960 (Percent of agreement=100.00, 95.00 และ 88.33, Kappa=1.00, 0.90 และ 0.78 ตามลำดับ) สำหรับต้นทุนของน้ำยา HS-SH ที่เตรียมเองนั้น มีราคาอยู่ที่ 0.31 บาทต่อหนึ่งตัวอย่าง ซึ่งถูกกว่าน้ำยา NALC-NaOH ที่เตรียมเอง 6.5 เท่าน้ำยา HS-SH มีประสิทธิภาพที่ดีเหมาะสมที่จะนำมาใช้เตรียมเสมหะแบบเข้มข้นเพื่อตรวจหาเชื้อ AFB และเพาะเชื้อ Mycobacteria โดยสามารถเตรียมและเก็บไว้ใช้ได้นานอย่างน้อย 1 เดือน เป็นการลดภาระงานเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และที่สำคัญคือ มีราคาถูก
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ