|
ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในบ้านพักเด็กและครอบครัวต่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรม |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในบ้านพักเด็กและครอบครัวต่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรม |
| Creator | นันทวัน ใจมา |
| Contributor | กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | ความรู้, ทัศนคติ, การปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์, การแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรม, Knowledge, Attitude, Practice of social workers, Solving and preventing of child abuse |
| Abstract | การศึกษาเรื่อง “ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในบ้านพักเด็กและครอบครัวต่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปฏิบัติงานของบ้านพักเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ จำนวน 138 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26-30 ปี และเป็นนักสังคมสงเคราะห์ มีประสบการณ์ในการทำงาน 4-6 ปี และเข้ารับการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ภาพรวมของนักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานกับเด็กที่ถูกทารุณกรรมของบ้านพักเด็กและครอบครัว พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความใจเกี่ยวกับเด็กที่ถูกทารุณกรรมอยู่ในระดับมาก ด้านปัญหาอุปสรรค และปัจจัยสนับสนุนของผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กในบ้านพักเด็กและครอบครัว ด้านองค์กร ด้านบุคลากร และด้านทรัพยากรและเครือข่าย พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.83 แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กมีปัญหาอุปสรรค และปัจจัยสนับสนุนอยู่ในระดับมาก และลักษณะการดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแนวทางการปฏิบัติงาน พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 แสดงว่า นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ปฏิบัติงานมีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านการคุ้มครองเบื้องต้นและการจัดบริการสวัสดิการทางสังคม ด้านการฟื้นฟูพัฒนาและประเมินผลด้วยการติดตามผู้ใช้บริการ และด้านการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น อยู่ในระดับมาก หรือมีการปฏิบัติงานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ คือ ควรพิจารณาอัตรากำลังบุคลากรเพิ่มให้สอดคล้องกับปริมาณงานจริง ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรมีการจัดทำเอกสารคู่มือการปฏิบัติงานกับกลุ่มเป้าหมายเด็กที่ถูกทำทารุณกรรม จัดให้มีการอบรม สัมมนาเกี่ยวกับเด็กที่ถูกทารุณกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น |