|
รูปแบบการบริหารจัดการองค์การด้านเด็กและเยาวชนเพื่อรองรับคำสั่งและคำพิพากษาของศาลในศาลเยาวชนและครอบครัว |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | รูปแบบการบริหารจัดการองค์การด้านเด็กและเยาวชนเพื่อรองรับคำสั่งและคำพิพากษาของศาลในศาลเยาวชนและครอบครัว |
| Creator | อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์ |
| Contributor | อุดม รัฐอมฤต, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | องค์การด้านเด็กและเยาวชนเพื่อรองรับคำสั่งและคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553, กระบวนการติดตามพฤติกรรมเด็กและเยาวชน, บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน |
| Abstract | ในปัจจุบัน แม้จะพบว่าสถิติการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนจะลดลง แต่อายุเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดก็น้อยลงเช่นกัน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าทุกหน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องตระหนักและให้ความสำคัญว่าเป็นเพราะสาเหตุใดกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีประสิทธิภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูหรือไม่ ยังมีข้อน่าสังเกตว่าเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมีทั้งผู้ที่กระทำผิดครั้งแรก และมีผู้กระทำผิดอีกเป็นจำนวนมากที่เคยมีประวัติการกระทำผิดอาญามาก่อนแล้วมาถูกจับดำเนินคดีอาญาซ้ำอีก บางรายมีประวัติการกระทำผิดอาญาซ้ำเป็นจำนวนมาก แม้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะมีรูปแบบการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และมีการบูรณาการเครือข่ายกับทุกภาคส่วน แต่ปัญหาดังกล่าวก็มิได้ลดน้อยลงกลับมีจำนวนเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากการศึกษา พบว่า สาเหตุหลักในการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเกิดจากปัจจัยที่แตกต่างกันซึ่งเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมทางตะวันตก โดยเฉพาะสาเหตุหลักที่เห็นได้ชัดเจนเกิดจากลักษณะของครอบครัวและสภาพแวดล้อม ตลอดจนการใช้ชีวิตในวัยเด็กซึ่งมีผลต่อคุณภาพของเด็กในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นหมายถึง พื้นฐานครอบครัวมีส่วนสำคัญยิ่งในการปลูกฝังพฤติกรรม และจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชน อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กและเยาวชนกระทำผิดตามกฎหมายไม่ถือว่าเด็กและเยาวชนเป็นอาชญากรโดยสันดานเป็นเพียงผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเท่านั้น แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะกระทำผิดร้ายแรงเพียงใดก็จะได้รับการยกเว้นโทษหรือรับโทษน้อยลง จึงเป็นเหตุให้ผู้ใหญ่จ้างวานเด็กและเยาวชนให้กระทำผิดประกอบกับอัตราโทษที่จะได้รับเด็กและเยาวชนก็ไม่เกรงกลัวต่อการกระทำผิดเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้พบว่าปัจจุบันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้บุคคลในสังคมเกิดความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อพฤติกรรมดังกล่าวของเด็กและเยาวชน และอยู่ในสังคมอย่างไม่มีความสุขนอกจากนี้ กฎแห่งกรุงปักกิ่ง (The Beijing Rules) หรือกฎเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการบริหารงานยุติธรรมเกี่ยวแก่คดีเด็กและเยาวชน ค.ศ.1985 (United Nations Standard Minimum Rules for the Administration of Juvenile Justice) วางข้อกำหนดให้ใช้วิธีการของสถานฝึกอบรมแบบปิดให้น้อยที่สุด โดยให้เด็กและเยาวชนอยู่ในความควบคุม ดูแลของผู้ปกครอง เมื่อศึกษาการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในต่างประเทศทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอังกฤษ และประเทศสิงคโปร์ พบว่า ผู้พิพากษาทุกประเทศให้ความสำคัญในการใช้มาตรการกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่เด็กและเยาวชนได้รับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสภาพร่างกาย จิตใจ รวมทั้งมีองค์การด้านเด็กและเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อาสาสมัคร องค์การภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม และชุมชน มาช่วยศาลในการปฏิบัติงานเพื่อร่วมกันแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู พฤติกรรมเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งมีการติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนและไม่หวนไปกระทำผิดซ้ำอีก แสดงให้เห็นว่า ศาลคดีเด็กและเยาวชนในต่างประเทศมิใช่ทำงานเชิงรับเท่านั้น แต่ต้องทำงานเชิงรุกพร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู รวมทั้งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดงานวิจัยนี้ ผู้เขียนได้ใช้ผลการศึกษาจากการบริหารจัดการโครงการสานรักครอบครัวสร้างรั้วสังคมเป็นต้นแบบให้คำปรึกษา การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นโครงการจากความร่วมมือกันระหว่างวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดปทุมธานี และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครปฐม อันเป็นโครงการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดและแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ให้สอดคล้องกับสาเหตุการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนเป็นการเฉพาะราย พร้อมทั้งมีการติดตามพฤติกรรมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด พบว่า เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงดีขึ้นและเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืน รวมทั้งบิดามารดา และผู้ปกครอง ก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเช่นกัน ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง อบอุ่น และเข้าใจกันมากขึ้น เด็กและเยาวชนกระทำผิดซ้ำลดลงดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะด้านนโยบาย กล่าวคือ ศาลเยาวชนและครอบครัวจึงควรมีนโยบายในการกำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ในการรับจดแจ้งองค์การด้านเด็กและเยาวชน เพื่อสนับสนุน และรองรับการปฏิบัติงานของศาลเยาวชนและครอบครัว และให้เกิดการการบูรณาการเครือข่ายด้านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชนร่วมกับภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม และชุมชน โดยการบูรณาการเครือข่ายด้านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูควรกำหนดเป็นนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนของรัฐบาล เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานอย่างจริงจัง และทราบบทบาทการปฏิบัติงานของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการบริหารงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กำกับนโยบาย ติดตาม ส่งเสริม ตรวจสอบและพัฒนาด้านการดำเนินงานขององค์การด้านเด็กและเยาวชน และข้อเสนอแนะด้านปฏิบัติ กล่าวคือ ผลักดันให้สำนักงานคุมประพฤติแยกส่วนการปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนเป็นการเฉพาะ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว แม้ว่าปัจจุบันจะมีการมอบหมายให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนแบบแยกส่วน แต่การปฏิบัติงานยังขาดความชัดเจนประกอบกับมีการหมุนเวียนตำแหน่งของพนักงานคุมประพฤติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พนักงานคุมประพฤติขาดความชำนาญ ทักษะ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ดังนั้น หากสำนักงานคุมประพฤติแยกส่วนการปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนเป็นการเฉพาะ จะทำให้พนักงานคุมประพฤติได้รับการพัฒนา มีทักษะ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน รวมทั้งสามารถนำประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาถอดบทเรียน และพัฒนาการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ต้องมีกระบวนการติดตามพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนระหว่างชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา และชั้นหลังศาลมีคำพิพากษา เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ |