|
มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์: กรณีศึกษาโซลาร์ฟาร์ม |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์: กรณีศึกษาโซลาร์ฟาร์ม |
| Creator | ศุภเดช เต็มรัตน์ |
| Contributor | บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | พลังงานหมุนเวียน, พลังงานทดแทน, พลังงานแสงอาทิตย์, โซลาร์ฟาร์ม, กิจการพลังงาน, การเก็บสะสมพลังงาน, การรับซื้อไฟฟ้า, สิทธิพิเศษในการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า, โครงข่ายไฟฟ้า, กฎหมายพลังงานเปรียบเทียบ, Feed-in tariff, Market premium, Renewable energy, Alternative energy, Solar energy, Solar farm, Energy industry, Energy storage, Power purchase, Electricity grid, Priority to grid, Comparative energy law |
| Abstract | พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของสำคัญของปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ยิ่งมีการผลิตไฟฟ้ามากเท่าใด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส ค.ศ. 2015 ที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 โดยจะต้องดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) แต่กระนั้นประเทศไทยยังคงต้องเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับพันธกรณีข้างต้น ความท้าท้ายสำคัญคือการหาสมดุลระหว่างการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์คือทางออกในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวแต่การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในประเทศไทยยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ดังนั้น โจทย์สำคัญคือรัฐควรใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างไรในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้ และสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืนวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบกฎหมายเปรียบเทียบ (comparative law) โดยศึกษาจากกฎหมายของประเทศเยอรมนีและกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกฎหมายไทยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพจากการศึกษาพบว่าระบบกฎหมายของประเทศไทยมีปัญหาคือ โครงสร้างกิจการเป็นแบบผูกขาด การกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ชัดเจน การเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้ามีปัญหา การส่งเสริมขึ้นอยู่กับกฎหมายลำดับรองและนโยบายของรัฐบาลมากเกินไป ตลอดจนไม่มีมาตรการรับมือความผันผวนของแสงอาทิตย์ ดังนั้น กฎหมายควรแยกกิจการไฟฟ้าซึ่งเดิมเป็นแบบผูกขาดออกเป็นส่วนย่อย ได้แก่ การผลิต การส่ง และการจำหน่าย โดยให้รัฐวิสาหกิจจำกัดภารกิจเพียงการส่งกระแสไฟฟ้าและผันตัวมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเฉพาะกรณีที่ต้องการพลังงานสำรองเท่านั้นเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ส่งเสริมที่มีสถานะเป็นกฎหมาย และมีมาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเป็นการเฉพาะและชัดเจน ได้แก่ การให้สิทธิผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายสายส่งได้ก่อนผู้ผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้พร้อมรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ การเลือกใช้มาตรการสนับสนุนราคารับซื้อระบบ Feed-in Tariff และระบบประมูล ให้เหมาะสมกับความพร้อมของผู้ประกอบการและเทคโนโลยี วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้เสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้มีทางเลือกในการนำมาตรการไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน |