|
ปัญหาข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต |
| Creator | ยอดวรุณ วิไลรัตน์ |
| Contributor | นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | ข้อมูลเครดิต, กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต, การขยายขอบเขตข้อมูลเครดิต, Credit information, The Credit Information Business Act, Scope expansion of credit information |
| Abstract | ข้อมูลเครดิต เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาสินเชื่อ เพราะในการให้สินเชื่อผู้ให้สินเชื่อจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่า เมื่อตนให้บริการสินเชื่ออย่างใด ๆ ไปแล้ว จะได้รับเงินหรือทรัพย์สินของตนกลับคืนจากผู้ขอสินเชื่ออย่างครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น ข้อมูลเครดิตจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อรู้จักและสามารถประเมินตัวตนของลูกหนี้ผู้ขอสินเชื่อ เพื่อการพิจารณาสินเชื่อที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดประเทศไทยมีการจัดเก็บข้อมูลเครดิตผ่านหน่วยงานซึ่งเรียกว่า บริษัทข้อมูลเครดิต ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการจัดเก็บข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของผู้ให้สินเชื่อ นิยามของ ข้อมูลเครดิต ตามกฎหมายนี้ประกอบไปด้วย ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงเจ้าของข้อมูลและคุณสมบัติของเจ้าของข้อมูล และประวัติการขอและการได้รับอนุมัติสินเชื่อ และการชำระสินเชื่อของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ รวมถึงประวัติการชำระราคาสินค้าหรือบริการโดยบัตรเครดิต ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับการเงินของเจ้าของข้อมูล ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ได้กำหนดขอบเขตของข้อมูลเครดิตในส่วนนี้ไว้ค่อนข้างจำกัด คือ มีเพียงข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อ และข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติการชำระค่าใช้จ่ายโดยบัตรเครดิตของเจ้าของข้อมูลเท่านั้น ทำให้ข้อมูลที่อยู่ในบริษัทข้อมูลเครดิตของไทยมีขอบเขตที่จำกัด เมื่อผู้ให้สินเชื่อประสงค์จะขอข้อมูลเครดิตของบุคคลจากบริษัทข้อมูลเครดิตเพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมในการอนุมัติสินเชื่อให้กับเจ้าของข้อมูล ก็จะได้รับเพียงข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อหรือได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการชำระราคาผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น ในขณะที่การแสดงออกถึงพฤติกรรมทางการเงินนั้นอาจสามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ การจำกัดขอบเขตของข้อมูลให้แคบเกินไปอาจส่งผลให้ข้อมูลนั้นไม่ครอบคลุมบุคคลทุกประเภท และอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย คือ ไม่สามารถแสดงออกถึงฐานะทางการเงินหรือประวัติการชำระหนี้ที่แท้จริงของเจ้าของข้อมูลได้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการกำหนดขอบเขตข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตของประเทศไทยก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ ดังนี้ 1. ปัญหาขอบเขตที่จำกัดของข้อมูลเครดิตจากนิยามตามกฎหมาย การกำหนดขอบเขตของข้อมูลเครดิตที่จำกัดส่งผลให้ข้อมูลเครดิตไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้งานเพื่อการประเมินความเหมาะสมของสินเชื่อ เพราะการกำหนดนิยามที่เป็นการจำกัดขอบเขตของข้อมูล จะส่งผลให้มีข้อมูลเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตเป็นส่วนน้อย ในขณะที่ยังมีข้อมูลประเภทอื่น ๆ นอกเหนือขอบเขตที่กฎหมายกำหนดที่สามารถทำหน้าที่ข้อมูลเครดิตได้ การกำหนดเช่นนี้จึงเป็นการตัดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของบุคคลที่ไม่มีข้อมูลเครดิตหลากหลายประเภท หรือไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบสินเชื่อ ทั้งที่ ในความเป็นจริงมีความสามารถในการบริหารจัดการสินเชื่ออันสมควรได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบกิจการให้สินเชื่อ ดังนั้น นิยามของข้อมูลเครดิตที่เหมาะสมจึงสมควรขยายออกไปให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถแสดงออกถึงแสดงฐานะและพฤติกรรมทางการเงินของเจ้าของข้อมูล โดยในการขยายขอบเขตของข้อมูลเครดิตนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงประเภทของข้อมูลที่เหมาะสมที่จะช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลเครดิตเป็นไปอย่างเพียงพอ และครอบคลุมต่อการทำหน้าที่ในการแสดงออกถึงฐานะทางการเงินของเจ้าของข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตคือต้องการให้มีข้อมูลเพื่อเป็นเครื่องมือในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น แต่การกำหนดขอบเขตของนิยามข้อมูลเครดิตให้เป็นไปอย่างจำกัด จะส่งผลให้บทบัญญัติของกฎหมายเป็นการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่จะแสดงออกถึงฐานะทางการเงินหรือประวัติการชำระหนี้ที่แท้จริงของเจ้าของข้อมูล เพราะในการประเมินข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับบุคคลจำเป็นต้องพิจารณาถึงฐานะทางการเงินและประวัติการชำระหนี้ที่มีขอบเขตที่มากกว่าแค่ข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อและบัตรเครดิต 2. ปัญหาการใช้บังคับข้อมูลเครดิตอื่น ๆ ที่เป็นข้อมูลกลุ่มใหม่การใช้ข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือไปจากข้อมูลเครดิตเดิมตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หากนำมาใช้เป็นข้อมูลเครดิต จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัญหาของคุณภาพของข้อมูล นั่นคือ ข้อเท็จจริงอันเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่จะส่งผลให้ข้อมูลมีความแม่นยำหรือคาดเคลื่อน โดยเฉพาะการเป็นข้อมูลที่ตรงกับเจ้าของข้อมูล 3. ปัญหาการกำหนดหน้าที่แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องข้อมูลอื่น ๆ หากจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลเครดิต ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น ยังไม่มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติการเพื่อให้ระบบข้อมูลเครดิตสามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนดหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบข้อมูลเครดิต ทั้งหน้าที่ของแหล่งข้อมูลในการนำส่งข้อมูล หน้าที่จัดเก็บข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิต หน้าที่ในการนำข้อมูลไปใช้งานของผู้ใช้บริการ รวมทั้ง ในกรณีที่ข้อมูลเครดิตอื่น ๆ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจเป็นความลับ การดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบกับสิทธิในข้อมูลของบุคคลได้ หากไม่ได้รับการจัดการที่เป็นไปอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดการละเมิดในสิทธิของบุคคลได้ด้วยเหตุนี้ แนวทางในการขยายขอบเขตข้อมูลเครดิตจึงเป็นแนวทางที่จำเป็นที่ต้องดำเนินการในประเทศไทยเพื่อมิให้การจำกัดขอบเขตของข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ส่งผลให้เกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ทำให้เกิดการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อทั้งที่ไม่มีความสามารถในการชำระอันอาจเป็นการก่อหนี้เสีย ในขณะเดียวกันการไม่อนุมัติสินเชื่อทั้งที่มีความสามารถในการชำระหนี้อาจเป็นการตัดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบของผู้ขอสินเชื่อ ทำให้ต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลเครดิตในการพิจารณาอย่างไม่มีทางเลือก นำมาสู่ปัญหาหนี้สิน และปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ อีกมากมาย |