|
ประมวลศัพท์อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 พร้อมบทวิเคราะห์ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ประมวลศัพท์อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 พร้อมบทวิเคราะห์ |
| Creator | ธีรวัฒน์ วงศ์วานิช |
| Contributor | จุมพต สายสุนทร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2558 |
| Keyword | อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล, ประมวลศัพท์, The United Nations Convention on the Law of the Sea, Terminology |
| Abstract | บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ในการจัดทำสารนิพนธ์ประมวลศัพท์ฯเล่มนี้ได้แก่ 1)เพื่อคัดเลือกศัพท์ภาษาอังกฤษเฉพาะด้าน (technical terms) ที่เด่นๆของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปีค.ศ.1982 2) เพื่อศึกษามโนทัศน์สัมพันธ์ของศัพท์เฉพาะตามข้อ 1 มีความสัมพันธ์ตามกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์อย่างไร 3) เพื่อให้รายละเอียดของศัพท์เฉพาะตามข้อ 1 และการนำคำศัพท์เฉพาะเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในการแปลเฉพาะทางด้านกฎหมายทะเลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในส่วนของขั้นตอนการจัดทำประมวลศัพท์นั้น ผู้วิจัยยึดถือตามแนวทางของการจัดทำประมวลศัพท์ของ Maria Teresa Cabreกล่าวคือ ผู้วิจัยเริ่มจากการกำหนดหัวข้อซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการแปลเอกสารด้านกฎหมายทะเล จากนั้นได้รวบรวมข้อมูลทางวิชาการซึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีทางศัพวิทยา(Terminology) การจัดทำประมวลศัพท์ เอกสารอ้างอิงด้านกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงเอกสารด้านการแปลกฎหมาย ทั้งที่อยู่ในรูปแบบของตำรา เอกสารหรือข้อมูลในสื่ออิเล็คทรอนิคส์ซึ่งค้นคว้าในเว็บไซต์ด้านการแปลและเว็บไซต์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จากนั้นได้สร้างคลังข้อมูลภาษาเดียว(monolingual corpora)ซึ่งได้แก่ภาษาอังกฤษตามแนวทางของ Jennifer L. Pearson &Bowkerและได้ใช้โปรแกรม AntConcซึ่งเป็นโปรแกรมคอนคอร์แดนซ์ (concordance) ในการช่วยหาคำศัพท์ที่ต้องการในคลังข้อมูลรวมถึงช่วยในการคัดเลือกคำศัพท์เฉพาะ(term candidate) ในรอบแรกจำนวน 115 คำ จากนั้นได้จัดทำมโนทัศน์สัมพันธ์(Conceptual Network) และสกัดศัพท์เฉพาะซึ่งมีจำนวน 46 คำตามที่ปรากฏในประมวลศัพท์เล่มนี้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งได้แก่ศาสตราจารย์ ดร.จุมพต สายสุนทรแล้ว ในขั้นตอนถัดมาผู้วิจัยได้บันทึกข้อมูลและได้จัดทำตารางบันทึกคำศัพท์ (Terminological Record) ของคำศัพท์ 46 คำดังกล่าวซึ่งแสดงรายละเอียดทั้งในเชิงภาษาศาสตร์และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้นำประมวลศัพท์ไปใช้งานจริงไม่ว่าจะเป็นการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยและในการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษและหมายเหตุการใช้คำศัพท์ (Usage Notes)ในตารางบันทึกคำศัพท์ก็จะเป็นประโยชน์ในการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น ผู้วิจัยได้จัดทำประมวลศัพท์เล่มนี้ซึ่งประกอบด้วยคำศัพท์เฉพาะที่คัดเลือกในรอบสุดท้ายเหลือจำนวน 46 คำโดยได้จัดทำมโนทัศน์ 6 มโนทัศน์(Concept) ได้แก่ 1) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์หลักเรื่องบุคคลหรือองค์การในอนุสัญญาฯ(Parties) 2) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์เรื่องประเภทสิทธิของรัฐภาคีแบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ (Type of Rights according to Geographical Area) 3) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์เรื่องเรื่องประเภทสิทธิของรัฐภาคีแบ่งตามเขตแดนทางการเมืองหรือเขตเศรษฐกิจ (Type of Rights according to Political/Economic Area) 4) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์เรื่องสิทธิของรัฐภาคี (Rights of State Parties) 5) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์เรื่องการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิอันนำไปสู่การแก้ไขข้อพิพาท (Responses to Regulations Concerning Rights) 6) แผนภูมิมโนทัศน์สัมพันธ์เรื่องการละเมิดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิอันนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด (Responses to Regulations Concerning Rights) จากนั้นผู้วิจัยได้นำเสนอบทวิเคราะห์ข้อค้นพบซึ่งได้แบ่งออกเป็น 1) การให้คำแปลคำศัพท์ตามแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งใช้วิธีการแปล- แบบตรงตัว(Literal Translation) กล่าวคือเป็นการแปลโดยคงหรือยึดรูปแบบการนำเสนอของภาษาต้นฉบับไว้ให้ได้มากที่สุด โดยใช้ถ้อยคำอันเป็นที่ยอมรับและคุ้นเคยในวงการกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสิ้นไม่พบคำแปลที่เกิดจากการคิคค้นถ้อยคำขึ้นมาใหม่ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าสอดคล้องกับศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียรที่ระบุว่าการแปลกฎหมายจะต้องใช้ภาษาที่ผู้ที่ทำงานด้านกฎหมายใช้กัน ผู้วิจัยเห็นว่าหากกล่าวในเชิงทฤษฎีการแปล การแปลแบบตรงตัวตรงสอดคล้องกับแนวคิดของ ยู จีน ไนดา (Nida)ที่ระบุถึงรูปแบบการแปลโดยยึดเกณฑ์การให้ความสำคัญเรื่องการรักษารูปแบบและความหมายของต้นฉบับ ซึ่งเรียกว่า “Formal-Equivalent translation” การแปลดังกล่าวเน้นการรักษารูปแบบของต้นฉบับเป็นสำคัญ เพื่อต้องการคงและแสดงรูปแบบทางภาษาของต้นฉบับ ขั้นตอนถัดมาผู้วิจัยแสดงให้เห็นลักษณะทางภาษาศาสตร์ของคำแปล กล่าวคือพบว่าคำแปลมีทั้งที่เป็นคำนามเดี่ยว คำนามผสมซึ่งมีทั้งคำนามผสมที่เกิดจากคำ 2 คำหรือมากกว่านั้น รวมถึงแสดงให้เห็นการปรากฏร่วมของคำ(collocation) ตลอดจนประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมโนทัศน์สัมพันธ์ นอกจากนี้ยังได้แสดงถึงการให้คำนิยาม(definition)ซึ่งคำนิยามที่ปรากฏในประมวลศัพท์มีทั้งคำนิยามที่ปรากฏในอนุสัญญาฯและคำนิยามที่ผู้วิจัยค้นคว้าเพิ่มเติมจากข้อมูลด้านกฎหมายทะเล เช่น ข้อมูลจากตำรากฎหมาย นอกจากนี้ได้เสนอให้เห็นประโยชน์ในการนำประมวลศัพท์ไปใช้ทั้งในการแปลภาษาอังกฤษเป็นไทยและการแปลภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น -ในตอนท้ายของเนื้อหาจะเป็นสรุปการจัดทำประมวลศัพท์รวมถึงปัญหาในการจัดทำ อุปสรรคต่างๆ และข้อเสนอแนะของผู้วิจัยที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักแปลที่จะแปลศัพท์เฉพาะในด้านกฎหมายทะเลในอนาคต |