|
การวิเคราะห์ข้อบกพร่องและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | บุญญิสา แซ่หล่อ |
| Title | การวิเคราะห์ข้อบกพร่องและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี |
| Contributor | ณอาภา วีระวงษ์, เกศรารัตน์ ไม้ทองงาม |
| Publisher | วารสารคณิตศาสตร์ โดยสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
| Publication Year | 2569 |
| Journal Title | วารสารคณิตศาสตร์ โดยสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
| Journal Vol. | 71 |
| Journal No. | 714 |
| Page no. | 1-22 |
| Keyword | มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์, ข้อผิดพลาดทางคณิตศาสตร์ |
| URL Website | https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/MJMATh |
| Website title | วารสารคณิตศาสตร์ โดยสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
| Abstract | งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อบกพร่องและมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จำนวน 45 คน โดยคัดเลือกมาอย่างเฉพาะเจาะจง เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่มีความหลากหลายในกระบวนการคิด และกลุ่มเป้าหมายจำนวน 6 คน ที่สุ่มเลือกแบบกลุ่ม เพื่อสัมภาษณ์เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน เป็นแบบทดสอบแบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลวิจัยพบว่า ข้อบกพร่องทางคณิตศาสตร์จากการทำแบบทดสอบของนักเรียน ดังนี้ 1. การใช้ข้อมูลผิด (ร้อยละ 64.44) 2. การบิดเบือนทฤษฎีบท กฎ สูตร บทนิยาม หรือสมบัติ (ร้อยละ 35.56) 3. การตีความด้านภาษาผิดพลาด (ร้อยละ 26.67) 4. ข้อบกพร่องในเทคนิคการทำ (ร้อยละ 20.00) และ 5. ขาดการตรวจสอบในระหว่างการแก้ปัญหา (ร้อยละ 15.56) สำหรับมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์ที่พบจากการทำแบบทดสอบ เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ 1. การตีความผิด (ร้อยละ 64.44) 2. ความเข้าใจที่บกพร่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ (ร้อยละ 53.33) 3. การมีมโนทัศน์ที่จำกัด (ร้อยละ 40.00) และ 4. การอ้างอิงเกินขอบเขตหรือเงื่อนไข (ร้อยละ 17.78) ผลจากการสัมภาษณ์นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับครูในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม และยังสามารถนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนกลุ่มต่าง ๆ เช่นนักเรียนที่เรียนรู้ช้า หรือกลุ่มที่มีศักยภาพสูง |