ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในจังหวัดจันทบุรี
รหัสดีโอไอ
Creator ณัฏฐา ดวงตา
Title ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในจังหวัดจันทบุรี
Contributor เกศสุดา ขาวสร้อย, ญานิศา ตุ้ยพนม, กษมา มาตรศรี, จริยา ทรัพย์เรือง
Publisher สถาบันบำราศนราดูร
Publication Year 2569
Journal Title วารสารสถาบันบำราศนราดูร
Journal Vol. 20
Journal No. 1
Page no. 57-68
Keyword ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การจัดการตนเอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, Health literacy, Self-management, Chronic obstructive pulmonary disease
URL Website https://www.tci-thaijo.org/
Website title thaijo
ISSN E-ISSN 2673-0375
Abstract การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในจังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกโรคทางเดินหายใจของโรงพยาบาลในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 360 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2568 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับพื้นฐาน ระดับปฏิสัมพันธ์ และระดับวิจารณญาณ และแบบวัดพฤติกรรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วย ด้านการรักษา ด้านบทบาทการดำเนินชีวิต และด้านอารมณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ 1 และ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์ของครอนบาคได้เท่ากับ 0.81 และ 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 63.10 ช่วงอายุมากที่สุด 65-74 ปี ร้อยละ 31.95 การศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 79.73 ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 31.54, SD = 11.37) การจัดการตนเองโดยรวมอยู่ในระดับสูง (X = 3.98, SD = 0.72) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองในระดับปานกลาง (r = 0.314, p < 0.01) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความรอบรู้ด้านระดับพื้นฐานและระดับวิจารณญาณมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองในระดับสูง (r = 0.800 และ r = 0.801, p < 0.01) ส่วนความรู้รอบด้านระดับปฏิสัมพันธ์มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.667, p < 0.01)จากผลการวิจัยบุคลากรด้านสุขภาพควรพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างความรู้พื้นฐาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจนำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยควบคุมการกำเริบของโรค ลดความรุนแรงของอาการ และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
สถาบันบำราศนราดูร

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ