|
การศึกษาประสิทธิภาพการตรวจหาการดื้อยา rifampicin และยา isoniazid ของเชื้อวัณโรค ด้วยหลักการ Real-time PCR โดยใช้เครื่อง SANITY 2.0 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ปริศนา บัวสกุล |
| Title | การศึกษาประสิทธิภาพการตรวจหาการดื้อยา rifampicin และยา isoniazid ของเชื้อวัณโรค ด้วยหลักการ Real-time PCR โดยใช้เครื่อง SANITY 2.0 |
| Contributor | การณ์สุวีร์ หมื่นหนู, ศิริวรรณ เซี่ยงหลิว, ณัฐนนท์ ฟูเฟื่อง |
| Publisher | สถาบันบำราศนราดูร |
| Publication Year | 2568 |
| Journal Title | วารสารสถาบันบำราศนราดูร |
| Journal Vol. | 19 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 11-20 |
| Keyword | วัณโรค, วัณโรคดื้อยา, ลน์โพรบแอสเสย์, Tuberculosis Drug-resistant, Tuberculosis Line probe assay (LPA) |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/ |
| Website title | thaijo |
| ISSN | E-ISSN 2673-0375 |
| Abstract | วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข โดยเฉพาะปัญหาวัณโรคดื้อยา ซึ่งได้แก่ ยาไรแฟมพิซิน (RIF) และยาไอโซไนอะซิด (INH) ที่เป็นยาหลักในการรักษา สถาบันบำราศนราดูร ได้นำการตรวจทางอณูชีวโมเลกุล โดยใช้เครื่องอัตโนมัติ ด้วยชุดตรวจ MTB/MDR (Sanity 2.0) มาทำการทดลองเปรียบเทียบกับการตรวจด้วยวิธีไลน์โพรบแอสเสย์ (LPA) ซึ่งเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโรคแนะนำ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการตรวจหาวัณโรคและวัณโรคดื้อยา RIF และ INH ในผู้ป่วยวัณโรค จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการตรวจหาวัณโรค พบว่า ชุดตรวจ MTB/MDR (Sanity 2.0) และLPA ให้ผลการทดสอบตรงกัน คือไม่พบเชื้อ 5 ตัวอย่าง และพบเชื้อ 45 ตัวอย่าง คิดเป็น ค่าความไว ความจำเพาะ และความถูกต้อง ร้อยละ 100 ผลการตรวจค้นหาวัณโรคดื้อยาพบว่า เชื้อที่ไวต่อยาทั้ง 2 ขนาน ให้ผลตรงกัน 25 ตัวอย่าง (ร้อยละ 55.6) เชื้อที่ดื้อยา RIF อย่างเดียว ให้ผลตรงกัน 1 ตัวอย่าง (ร้อยละ 2.2) เชื้อที่ดื้อยา INH อย่างเดียว ให้ผลตรงกัน 8 ตัวอย่าง (ร้อยละ 17.8) เชื้อที่ดื้อต่อทั้งยา RIF และ INH ให้ผลตรงกัน 10 ตัวอย่าง (ร้อยละ 22.2) ให้ผลไม่ตรงกัน 1 ตัวอย่าง (ร้อยละ 2.2) โดยวิธี LPA ให้ผลดื้อยา INH อย่างเดียว ส่วนชุดตรวจ MTB/MDR (Sanity 2.0) ให้ผลดื้อยาทั้ง 2 ชนิด จากการวิเคราะห์ ด้วยค่า Kappa coefficient (K) ของผลการดื้อยา RIF และ INH ให้ค่า 0.94 และ 1.00 ตามลำดับ ซึ่งแสดงว่า การทดสอบทั้ง 2 วิธี มีความสอดคล้องกัน เมื่อพิจารณาด้านระยะเวลาการรอคอย พบว่าการชุดตรวจ MTB/MDR (Sanity 2.0) ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า แต่มีราคาสูงกว่าตรวจด้วยวิธี LPA จากการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า การตรวจด้วยชุดตรวจ MTB/MDR (SANITY 2.0) สามารถนำมาใช้ตรวจวิเคราะห์ทางอณูชีวโมเลกุลได้ ซึ่งจะทำให้ค้นหาผู้ป่วยรวดเร็วขึ้น ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที |