|
ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับความรอบรู้เรื่องสุขภาพและ ความตระหนักในการป้องกันความดันโลหิตสูงของผู้รับบริการเครื่องวัดความดันโลหิตสาธารณะ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | กาญจนา ศรีสวัสดิ์ |
| Title | ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับความรอบรู้เรื่องสุขภาพและ ความตระหนักในการป้องกันความดันโลหิตสูงของผู้รับบริการเครื่องวัดความดันโลหิตสาธารณะ |
| Contributor | ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ, จรรยา ภัทรอาชาชัย, กุลพิมน เจริญดี, ปัทมา อาวุโสสกุล, รักนิรันดร์ เครือประเสริฐ |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2565 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 48 |
| Journal No. | 4 |
| Page no. | 875-885 |
| Keyword | ความดันโลหิตสูง, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ความตระหนัก, เครื่องวัดความดันโลหิตสาธารณะ |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับความรอบรู้เรื่องสุขภาพและความตระหนักในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยทำการเก็บข้อมูล ณ จุดที่มีบริการเครื่องวัดความดันโลหิตสาธารณะ ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 9 แห่ง ระยะเวลา 5 เดือน (มีนาคมกรกฎาคม 2563) ได้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 311 คน พบว่า 1) ในภาพรวมความรอบรู้และความตระหนักมีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.48, p=0.00) นั่นคือหากความรอบรู้มีเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีความตระหนักในการป้องกันโรคมากขึ้นตามมา ซึ่งระดับความรอบรู้ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี (ร้อยละ 78.73) และความตระหนักอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (ร้อยละ 87.25) 2) เพศชายกับเพศหญิงมีความรอบรู้ไม่แตกต่างกัน (p=0.68) แต่ความตระหนักต่างกัน (p=0.03) 3) ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีความรอบรู้มากกว่าระดับการศึกษาอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.05) แต่ความตระหนักไม่แตกต่างกัน (p=0.06) 4) เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความรอบรู้และความตระหนักในการป้องกันความดันโลหิตสูงที่เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสได้รับประเด็นสารเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น 5) การศึกษาในระดับสูงขึ้นจะมีความรอบรู้ลดลง ซึ่งไม่สอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า ที่ระบุว่าเมื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นความรอบรู้จะเพิ่มขึ้นด้วย ผลการศึกษาครั้งนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ระดับการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีลงมามีจำนวนมากถึง 301 คน (ร้อยละ 96.78) ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีเพียง 10 คน (ร้อยละ 3.22) ดังนั้น ควรมีการขยายผลทำการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ระดับการศึกษาแตกต่างกันในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพิ่มความรอบรู้การสร้างความตระหนักให้ประชาชน รวมทั้งปรับข้อคำถามให้เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม |